เมื่อรับความช่วยเหลือจากคนญี่ปุ่น อย่าลืมกล่าว "ขอบคุณย้อนหลังด้วยนะ" โดยทั่วไปคนญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่ชอบให้ความช่วยเหลือแก่กันและกัน ยิ่งเป็นคนต่างชาติที่ตนรู้จัก คนญี่ปุ่นมักจะห่วงใยและให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับความเมตตากรุณา หรือความช่วยเหลือและความเอื้อเฟื้อใด ๆ จากอีกฝ่าย จะต้องไม่ลืมแสดงความซาบซึ้งและแสดงความขอบคุณที่ให้ความช่วยเหลือแก่ตนเพราะถือว่าเป็นมารยาทที่สำคัญอันหนึ่งในสังคมญี่ปุ่น

ในสังคมไทยเราก็มีประเพณีการกล่าวขอบคุณเมื่ออีกฝ่ายทำอะไรให้หรือให้ความช่วยเหลือ แต่ถ้าเป็นเพื่อนสนิทเรามักจะเป็นกันเองและไม่ค่อยจะกล่าวขอบคุณแก่เพื่อน แต่ในสังคมญี่ปุ่นแม้จะเป็นเพื่อนก็ตาม ก็ต้องไม่ลืมกล่าวขอบคุณเพื่อน เพราะความสนิทสนมและมารยาททางสังคมเป็นคนละเรื่องกัน ในสังคมญี่ปุ่น ดังนั้นถ้าไม่กล่าวขอบคุณต่ออีกฝ่ายที่ให้ความช่วยเหลือและความเอื้อเฟื้อ ก็จะถูกมองว่าเป็คนที่ "ไร้มารยาท" เป็นคน "แปลก" หรือ "ผิดปกติ"

มารยาทในสังคมญี่ปุ่นที่ว่านี้ ไม่เพียงแต่จะต้องกล่าวขอบคุณอีกฝ่ายเท่านั้น แต่เมื่อพบกับอีกฝ่ายอีกครั้งก็จะต้องกล่าว "ขอบคุณ"อีกครั้งเพื่อแสดงความขอบคุณย้อนหลังที่ได้รับความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายเมื่อครั้งก่อน การกล่าวของคุณย้อนหลังเมื่อพบกันอีกฝ่ายไม่พียงแต่เป็นมารยาที่สำคัญอย่างหนึ่งในสังคมญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการกล่าวทักทายที่คนญี่ปุ่นมักจะใช้เพื่อนนำไปสู่การสนทนากับอีกฝ่าย มารยาททางสังคมนี้อาจจะเป็นมารยาทที่คนไทยฟังแล้วพอจะเข้าใจได้ แต่ถ้าจะให้คนไทยถือปฎิบัติอย่างเคร่งครัด เช่นคนญี่ปุ่นนั้นเป็นเรื่องที่ยากทีเดียว เพราะในสังคมไทย ไม่มีกฎเกณฑ์ หรือมารยาททางสังคมที่บังคับไว้ว่า "คนไทยต้องกล่าวขอบคุณอีกครั้งแกฝ่ายที่ให้ความช่วยเหลือ" อย่างไรก็ตาม ควรจะพยายาามปฎิบัติให้ติดเป็นนิสัยและท่านจะสามารถเข้ากับคนญี่ปุ่นได้เร็วขึ้น เพราะถ้าท่านไม่ปฎิบัติตามมารยาททางสังคมญี่ปุ่นนี้ คนญี่ปุ่นที่ไม่รู้จักมารยาทในสังคมไทยและไม่รู้ว่าในธรรมเนียมไทยเราไม่มีกฎเกณฑ์ที่จะต้องกล่าวขอบคุณอีกฝ่ายอีกครั้ง เป็นการกล่าวย้ำถึงบุญคุณและสัมพันธภาพที่ดีของกันและกัน คนญี่ปุ่นอาจจะเข้าใจผิดว่าคนไทยไม่มีมารยาท ไม่รู้จักบุญคุณโดยใช้มาตรฐานสามัญสำนึกของคนญี่ปุ่นมาใช้กับคนไทยก็ได้

จาก หนังสือเอาตัวรอดในญี่ปุ่น โดย ศ.ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์
ไขปัญหาภาษาญี่ปุ่นกับ ศ.ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์
อ่านสัมภาษณ์เปิดใจ ศ.ดร.ปรียา อิงคาภิรมย

เดือนกันยายน โรงเรียนส่วนใหญ่เริ่มเปิดเทอมภาคเรียนที่สองกันแล้ว ซึ่งช่วงภาคเรียนนี้จะมีงานประจำปีต่าง ๆ มามาย เช่น งานแข่งกีฬา งานโรงเรียน เป็นต้น ช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนเป็นปลายฤดูร้อน อากาศยังคงร้อนอยู่มาก หลังจากผ่านช่วงกลาเดือนไปแล้ว อุณหภูมิในตอนเช้าและเย็นจะลดลง อากาศจะเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ในญี่ปุ่นตอนกลางคืนในฤดูใบไม้ร่วง คนญี่ปุ่นจะรู้สึกเพลิดเพลินกับเสียงร้องอันไพเราะของจิ้งหรีด ตั๊กแตน และแมลงอื่น ๆ

พระจันทร์เต็มดวงในเดือนกันยายนนี้ เรียนกว่า "Chushu no meigetsu" ชาวญี่ปุ่นจะพากันชื่นชมความงามของดวงจันทร์ในคืนพระจันทร์เต็มดวง "Otsukimi" ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยโบราณและช่วงนี้เชื่อว่าจะเป็นช่วงที่พระจันทร์สวยที่สุดในรอบหนึ่งปี ประเพณีการชมพระจันทร์คือการถวายขนมไหว้พระจันทร์ ดอกซึซึกิ องุ่น เกาลัด และผลไม้อื่น ๆ ที่มีตามฤดูกาล แต่ปัจจุบันมีตึกสูง ๆ มาบดบังพระจันทร์และการใช้ชีวิตที่เร่งรีบมากขึ้นทำให้มีผู้ชมพระจันทร์น้อยลง

นอกจากนี้ เดือนกันยายนยังเป็นเดือนที่มีไต้ฝุ่นมาก ทำให้เกิดน้ำท่วม เมื่อมีไต้ฝุ่นเคลื่อนตัวมาใกล้ประเทศญี่ปุ่นก็จะมีการถ่ายทอดรายงาน ความแรงของลม ความเร็วลม ปริมาณน้ำฝน ตลอดจนรายละเอียดอื่น ๆ เกี่ยกับไต้ฝุ่นทางโทรทัศน์และวิทยุตลอดวัน และในวันที่ 1 กันยายนเป็นวัน Bosai no hi หรือวันป้องกันวินาศภัย จะมีการฝึกซ้อมหลบภัยตามโรงเรียน ที่ว่าการอำเภอ บริษัทและตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศญี่ปุ่น ที่ต้องมีการจัดให้วันที่ 1 กันยายน เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น ก็เพราะว่าเมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ.1923 ก็เคยเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในแถบคันโตครั้งใหญ่ ซึ่งในครั้งนั้นไม่มีใครได้เตรียมตัวใด ๆ และสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือน และชีวิตราษฎรณ์ญี่ปุ่นกว่า หมื่นคนเลยทีเดียว

ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีภัยธรรมชาติมากมาย ทั้งไต้ฝุ่น แผ่นดินไหว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะมีการฝึกซ้อมการหลบภัยอย่างจริงจัง แต่ประเทศญี่ปุ่นก็ได้ภูมิประเทศที่สวยงามมาทดแทน และแม้ว่าจะมีภัยธรรมชาติมากมาย ก็ยังเป็นประเทศที่ทุกคนใฝ่ฝันที่จะไปเยือนสักครั้ง...

รู้จักมือถือของญี่ปุ่น โทรศัทพ์มือถือที่ญี่ปุ่นมีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า keitai denwa ซึ่งหากแปลตามตัวอักษรจะแปลว่า "โทรศัพท์พกพา" หรืออาจจะเรียกสั้น ๆ ในภาษาญี่ปุ่นว่า keitai ก็เป็นที่เข้าใจว่าหมายถึงโทรศัพท์มือถือ ส่วนใหญ่คนญี่ปุ่นนิยมที่จะมีโทรศัพท์มือถือกันเกือบทุกคน และโทรศัพท์มือถือที่ญี่ปุ่นนั้นมีความสามารถใช้งานได้หลากหลาย เช่น กล้องถ่ายรูป วีดีโอ ฟังเพลง อินเทอร์เนต พยากรณ์อากาศ ตารางเวลารถไฟ คาราโอเกะ ใช้ซื้อน้ำจากตู้กดน้ำก็ยังได้ ใช้จ่ายค่าบริการ ค่าอาหาร หรือใช้แทนบัตรเงินสดก็ยังได้

บริษัทมือถือในญี่ปุ่นมีอยู่ 4 บริษัท เริ่มจาก NTT DoCoMo ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ NTT ที่ให้บริการมือถือเป็นรายแรกในญี่ปุ่นและยังครอง market share สูงสุดอยู่ในปัจจุบัน บริษัทที่สองคือ SoftBank Mobile ซึ่งได้ซื้อกิจการมากจาก Vodafone เมื่อปี 2006 โดย Vodafone ได้ซื้อกิจการจาก J-Phone เมื่อปี 2003 บริษัทที่สามคือ au by KDDI เป็นบริษัทเดียวที่มีบริการลดครึ่งราคาสำหรับนักเรียน และถือว่าเป็นบริษัทที่มีโปรโมชั่นราคาถูกสุด ๆ และบริษัท TU-KA มีคอนเซ็ปต์ง่ายๆ ว่าโทรศัพท์มือถือ มีไว้สำหรับ "โทร" ดังนั้นจะเห็นได้ชัดว่าเครื่องของ Tuka ส่วนใหญ่จะค่อนข้างเรียบง่าย ไม่มีลูกเล่นหวือหวาเหมือนยี่ห้ออื่นๆ นอกจากนี้แล้วส่วนของค่าบริการก็ตรงไปตรงมาเข้าใจง่าย คือ โทรเท่าไรจ่ายเท่านั้นไม่มีค่าบริการรายเดือน ซึ่งเป็นบริการที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Tuka

ถ้าไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นแล้วมีโอกาสได้นั่งรถไฟใต้ดิน ก็จะเห็นวัยรุ่นญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก้มหน้าก้มตาทำกิจกรรมกับมือถือของตัวเอง บางคนอาจจะเล่นเกมส์ หรือส่ง SMS หากัน ที่ญี่ปุ่นนิยมส่ง SMS กันมากกว่าที่จะโทรคุยกันเพราะว่า ราคาค่าส่งข้อความนั้นถูกว่าค่าโทรหลายเท่าค่ะ วัยรุ่นญี่ปุ่นมีเคล็ดลับเวลาพิมพ์ข้อความหากันโดยการใช้ตัวเลขแทน เช่น พิมพ์ 4-6-4-9 ก็จะอ่านได้ว่า yo-ro-shi-ku (4 ออกเสียงว่า yo หรือ shi , 6 ออกเสียง roku , 9 ออกเสียงว่า ku) หรือ 3-3-4-1 ก็จะเป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นคำว่า sa-mi-shi-i แปลว่า ฉันเหงา หรือพิมพ์ 8-8-9-1-9 ก็จะเข้าใจได้ว่า ha-ya-ku-i-ku แปลว่า รีบมาหน่อย ที่จะไม่กล่าวถึงคงไม่ได้สำหรับเทรนของมือถือวัยรุ่นญี่ปุ่นที่นิยมห้อยตุ๊กตา หรืออะไรน่ารัก ๆ ติดกับมือถือ ที่ห้อยมือถือที่ญี่ปุ่นนั้นเขาห้อยกันจนน้ำหนักมากกว่ามือถือซะอีกค่ะ เป็นแฟชั่นที่ฮิตกันมากในหมู่วัยรุ่น

QR codeเทคโนโลยีที่ใช้กันปัจจุบันคือ QR code คือ 2D Barcode ที่นิยมใช้ในญี่ป่น อ่านได้โดยใช้มือถือ สามารถใส่ของมูลชื่อเบอร์โทร อีเมลล์ลงไป เพื่อให้บันทึกเข้ามือถือได้ง่าย หรือสามารถใช้อ่านรายละเอียดของสินค้าต่าง ๆ ที่มี QR code ได้ เพียงแค่ใช้กล้องที่อยู่ในมือถือเพื่อทำหน้าที่เหมือนตัวสแกนเนอร์โค้ต แล้วจะเปลี่ยนเป็นข้อความต่าง ๆ บนมือถือเรา ทำความเข้าใจกับ QR code ดาว์นโหลด 2D Barcode.pdf หรืออ่านจากเว็บนี้คะ pdamobiz สำหรับประเทศไทย พวก Operator ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น DTAC, True Move, AIS ให้ความสนใจกันมากเมื่อปีที่แล้ว แต่ดูเหมือนจะมี AIS เจ้าเดียวที่ออกมา และก็เป็นไปตามที่คาดไว้คือ ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีมือถือที่รองรับเทคโนโลยีนี้ คือถึงเราจะมี QR code แต่ก็ไม่มีใครอ่านของเราได้

เนื่องจากการเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ทำได้ง่ายมาก แม้ว่ามือถือที่ใช้อยู่ยังใช้ได้สมบูรณ์ แต่ว่าก็จะมีโฆษณามือถือรุ่นใหม่ๆ ออกมาล่อตาล่อใจ และนี่เองเป็นที่มาของปัญหาขยะโทรศัพท์มือถือในญี่ปุ่นที่ดูเหมือนว่าเพิ่มขึ้นทุกวันๆ จนบริษัทโทรศัพท์ มือถือต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบ โดยรณรงค์ให้นำโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่ามาทิ้งในที่ที่จัดไว้สำหรับนำชิ้นส่วนบางชิ้นกลับมาใช้ใหม่ เพื่อช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมซึ่งคนญี่ปุ่นส่วนมากก็ให้ความร่วมมือด้วยดี ทั้งๆ ที่ไม่มีค่าตอบแทนเวลานำเครื่องเก่ามาทิ้งแต่อย่างใด อ่านเพิ่มเติมที่ manager | isriya |

TanabataTanabata (ทะนะบะตะ) หรือเทศกาลแห่งดวงดาว เป็นเทศกาลที่แสนจะโรแมนติก เพราะมีการเล่าสืบต่อกันมาถึงความรักที่ต่างชนชั้นกันของคนสองคน เทศกาลนี้จะมีขึ้นทุกปีของวันที่ 7 เดือน 7 จึงเป็นที่รู้จักกันดีในภาษาอังกฤษว่า Seven Evening ซึ่งจะเป็นค่ำคืนที่ดาว Vega (Orihime) กับดาว Altair (Hikohoshi) จะสุกใสสว่างที่สุดบนท้องฟ้า และจะโคจรเข้ามาใกล้กันที่สุดในรอบปี จึงเปรียบเป็นเรื่องเล่าจากตำนานกล่าวไว้ว่า

เจ้าหญิง Orihime เป็นธิดาของเจ้าผู้ครองสวรรค์ และมีฝีมือในการทอผ้าที่วิจิตรงดงาม ทั้งสองมีปราสาทอยู่ทางทิศตะวันออกของสวรรค์ เมื่อบิดาของเจ้าหญิงเห็นว่าเจ้าหญิงได้ทอผ้าไม่เคยหยุดพักเลย จึงได้คิดที่จะให้เจ้าหญิงเป็นฝั่งเป็นฝา และได้ข่าวว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ Hikohoshi ซึ่งเลี้ยงวัวอยู่ทางทิศตะวันตก อีกฟากหนึ่งของสวรรค์เขาเป็นคนที่มีความกล้าหาญ และขยัน จึงได้แนะนำให้ทั้งคู่รู้จักกัน และรักกันในที่สุด Tanabataแต่เมื่อเจ้าหญิง Orihime เกิดความรักกับ Hikohoshi จนไม่ได้ทอผ้าไปถวายพระบิดาอีก และละเลยหน้าที่ของตน จึงทำให้บิดาโกรธมาก จึงได้ส่ง Hikohoshi กลับไปเลี้ยงวัวตามเดิม และความรักของทั้งคู่ก็ถูกกั้นด้วยสายน้ำแห่งทางช้างเผือก ซึ่งทำให้เจ้าหญิงเสียใจมากและเอาแต่ร้องไห้และไม่สามารถทอผ้าได้อีก พระบิดาเห็นดังนั้นจึงได้ให้คำมั่นสัญญากับเจ้าหญิงว่า เมื่อถึงวันที่ 7 เดือน 7 จะให้ทั้งสองได้พบกัน โดยเมื่อถึงวันนั้นบรรดานก Kasasagi ก็จะมารวมตัวกันเป็นสะพานข้ามทางช้างเผือกทำให้ทั้งคู่ได้พบกัน....

แต่ตำนานนี้ก็อาจจะมีการผิดเพี้ยนไปบ้างเพราะว่าแต่ละแห่งก็เล่าไม่เหมือนกัน แต่ก็มีส่วนใกล้เคียงกันมาก ส่วนกิจกรรมในวันนี้ที่ญี่ปุ่นจะมีการนำกระดาษ 5 สี หรือ (Tanzaku) มาเขียนคำอธิฐานทั้งเรืองงาน ความรัก การเรียน สุขภาพ เป็นต้น และยังมีการนำกระดาษมาตัดเป็นรูปคล้าย ๆ โซ่แทนสัญลักษณ์ของทางช้างเผือก แล้วนำไปแขวนไว้ที่ต้นไผ่ และนำมาประดับไว้ตามบ้าน วัด หรือโรงเรียน และยังมีขบวนพาเหรดแห่กันใหญ่โตและสวยงาม เทศกาลนี้จึงเป็นเทศกาลที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดอีกเทศกาลหนึ่ง โดยเฉพาะจังหวัด Miyagi และ Kanagawa ฟังเพลง Tanabata ฟังเพลง Tanabata ฟังเพลง Tanabata เนื้อร้อง Sasa no ha sara-sara Nokiba ni yureru Ohoshi-sama kira-kira Kin Gin sunago

Salaryman (มนุษย์เงินเดือน) เป็นชีวิตของคนที่ทำงานในบริษัทเดียวเป็นระยะเวลานาน ๆ ในญี่ปุ่นมีจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของคนทั้งประเทศซึ่งเป็นฟันเฟืองตัวสำคัญที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นเจริญก้าวหน้า พวกเขาจะทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ และถือเป็นชนชั้นที่มีความสำคัญที่สุดของประเทศญี่ปุ่น วิถีชีวิตของ Salary man มักจะคล้าย ๆ กันในการดำเนินชีวิต คือ
1. จบมหาวิทยาลัย
2. ใช้เวลาหลังจากจบไปเที่ยวต่างประเทศ 3 สัปดาห์
3. ซื้อเฉพาะชุดสูทรสีดำ และเสื้อเชิ้ตสีขาว
4. ทำงานเพื่อองค์กร หรือบริษัท
5. ทำงาน 6 วันใน 1 สัปดาห์
6. มีภรรยาและลูกที่ไม่ค่อยได้พบหน้ากันอยู่ที่บ้าน
7. หลังเลิกงานไปดื่มกับเจ้านาย หรืออาจจะไปเที่ยวผู้หญิงกับเพื่อนที่ทำงาน
8. กลับบ้านด้วยรถไฟเที่ยวสุดท้าย และทำหน้าตาให้ปกติ
9. ตั้งหน้าตั้งตารอช่วง Golden week (วันหยุดยาวเดือนพฤษภา)
10. รอโบนัสสิ้นปี
11. ทำงานุอีก 40 ปี จนเกษีตรอาย
12. รับเงินบำนาญจากรัฐบาล

ปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นประสบปัญหาเรื่องปัญญาชนหรือคนที่จบจากมหาวิทยาลัยรุ่นใหม่ ๆ ไม่ค่อยจะทำงานประจำกันแล้วเพราะต่างหันมาทำงาน part time กันเป็นส่วนใหญ่ทั้ง ๆ ที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัย ซึ่งปัญหานี้ทำให้ประเทศญี่ปุ่นขาดฟันเฟืองในการที่จะพัฒนาประเทศ หรือคนรุ่นใหม่บางคนก็มักจะออกเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อแสวงหาประสบการณ์เพื่อหนีจากวิถีชีวิตแบบเดิม ๆ ถึงแม้ว่า Salary man จะต้องทำงานหนักและมีชีวิตที่หน้าเบื่อ ก็เป็นอาชีพที่มั่นคงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น และหากขาดพวกเขาประเทศญี่ปุ่นก็คงไม่สามารถเจริญรุดหน้าชาติอื่น ๆ ได้ (หางานทำในบริษัทญี่ปุ่นคลิ๊กที่นี่)

การจัดพิธีศพของญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่นมีความเชื่อในศาสนาพุธ แบบชินโต พิธีฝั่งศพก็มักจะทำในแบบของศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่กว่า 90% หลังจากมีผู้ที่เสียชีวิตจะมีพิธี Matsugo-no-mizu คือการนำน้ำมาล้างปากของผู้ตาย สำหรับสถานที่นั้นจะมีการจัดตั้งโต๊ะที่ประดับไว้ด้วยดอกไม้ ,ธูป หรือเครื่องหอม และเทียน ใกล้กับร่างของผู้เสียชีวิต และจะมีการนำมีดมาวางไว้บนหน้าอกของผู้ตายเพื่อเป็นขับไล่วิญญาณร้าย หรือสิ่งไม่ดีไม่ให้มายุ่งกับร่าง หลังจากนั้นญาติและคนทำพิธีจะมีการมอบใบประกาศการตาย

พิธีที่เทียบได้กับพิธีบรรจุศพลงในโลงของศาสนาคริสตร์ ได้แก่การอยู่ข้ามคืนเป็นเพื่อนกับผู้ตาย ซึ่งบรรดาคนในครอบครัว ญาติสนิท มิตรสหาย หรือผู้ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้อกับผู้ตายจะอยู่ข้ามคืนพร้อมกันหน้าศพ ก่อนจะทำการบรรจุหรือทำพิธีต่อไป แท่นบูชาในงานศพนั้นจะเป็นหน้าที่ของผู้ที่รับจัดพิธีเป็นผู้ประดับประดาให้ ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ซึ่งผู้ที่มีอาชีพจัดงานศพนี้จะจัดการให้ตั้งแต่เริ่มพิธีจนกระทั่งส่งมอบอัฐิกันเลยทีเดียวเรียกว่าญาติ ๆ ก็จ่ายแต่เงินเท่านั้น

ขั้นต่อไปคือการนิมนต์พระมาสวดมนต์ให้และตั้งสมญานาม (Kaimyou) ให้ใหม่ ซึ่งจะเป็นชื่อของผู้ตายหลังจากเสียชีวิตไปแล้ว เสร็จแล้วก็จะมีการให้ผู้ร่วมพิธีเผาเครื่องหอม และมีการรับประทานอาหารหรือเหล้าเล็กน้อย พร้อมกับการกล่าวอาลัยให้กับผู้ตาย ในอดีการอยู่ข้ามคืนเป็นเพื่อนศพจะทำต่อหน้าศพ หลังจากนั้นจึงบรรจุลงในโลง แต่ในปัจจุบันมีความระมัดระวังเรื่องอนามัยจึงบรรจุศพลงโลงก่อน

หลังจากบรรจุศพลงในโลงแล้ว จะมีการไว้อาลัยให้กับผู้ตาย และต่อด้วยพิธีกล่าวอำลาครั้งสุดท้ายต่อผู้ตายโดยผู้เข้าร่วมในพิธี ในบางกรณี งานพิธีศพอาจจะทำกันภายในเฉพาะคนในครอบครัวและญาติสนิทเท่านั้น โดยผู้เข้าร่วมพิธีทั่วไปจะเข้าร่วมเฉพาะในพิธีกล่าวคำอำลาเท่านั้น หรือถ้าเป็นงานที่จีดใหญ่โต หลังจากเสียชีวิตแล้ว 2-3 วัน ก็อาจจะมีการจัดเฉพาะพิธีในครอบครัว หลังจากนั้นจึงจัดพิธีกล่าวคำอำลาอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อพิธีกล่าวคำอำลาเสร็จสิ้นแล้วก็จะนำศพไปยังฒาปนสถานเพื่อเผา เก็บอัฐิ และนำกลับบ้านในวันรุ่งขึ้น หรือฝังอัฐิ และหากสุสานยังไม่กำหนดแน่นอน หรืออยู่ไกลไม่สามารถไปได้ในทันที จะฝากอัฐิไว้ที่วัดก่อน และนำไปฝังอีกครั้งหนึ่ง สำหรับคนที่ไปร่วมงานพิธีศพ ก็ต้องมีเงินใส่ซองซึ่งก็ต้องใช้ซองที่ใช้เฉพาะในงานศพเท่านั้น ซึ่งจะมีสีขาวและดำ การใส่เงินลงไปก็อาจจะใส่ตั้งแต่ 3,000 - 30,000 เยน

ขโมย ขโมย ขโมย!! ที่ประเทศญี่ปุ่นถ้าไม่นับคดีที่เป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่ถึงขั้นฆ่าแกงกันแล้ว ที่ญี่ปุ่นก็จะมีโจร และขโมย หรือตีนแมว อยู่ทั่วไปเช่นกัน ถึงแม้ว่าญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูง แต่ว่าก็ยังคงมีพวกขโมย หรือพวกมิฉาชีพอยู่ทั่วไปโดยจะมีหลากหลายรูปแบบ ที่จะยกตัวอย่างแบบแปลก ๆ ก็คือ

โจรขโมยชุดชั้นใน พวกนี้เป็นโจรโรคจิตที่ชอบขโมยชุดชั้นใน เหมือนกับในการ์ตูน แต่ว่ากลับมีอยู่จริงทั่วไปในญี่ปุ่น หากใครที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะไปศึกษาเล่าเรียน หรือว่าไปมีครอบครัวที่ญี่ปุ่น เวลาจะตากชุดชั้นในก็ควรจะตามไว้ในบ้านหากจะต้องไม่อยู่บ้าน หรือว่าหากไม่ได้อยู่ในคอนโดชั้น ๆ สูง ๆ แล้วโอกาสที่ชุดชั้นในจะหายนั้นมีสูง เรื่องโจรขโมยชั้นในไม่ใช่เรื่องน่าขำเลย ถึงแม้ว่าชุดชั้นในนั้นอาจจะไม่ได้มีราคาแพงอะไรแต่ว่า หากโจรพวกนี้เคยขึ้นบ้านไหนแล้ว ก็มักจะมีการวนเวียนขึ้นอยู่ร่ำไป และอาจจะต้องเจ็บใจว่าเมื่อกลับมาจากที่ทำงาน หรือเรียนแล้วพบว่าชุดชั้นในที่ซักตากไว้หายไปหมด !!

สำหรับโจรอีกประเภทหนึ่งที่พบในญี่ปุ่นนั้น ก็จะใช้วิธีการโทรไปตามบ้านเป้าหมาย หรืออาจจะเข้าไปกดกริ่งหน้าบ้าน เพื่อเช็คว่ามีคนอยู่บ้านหรือไม่หากมีคนมากดกริ่งหน้าบ้าน ก็อย่าเพิ่งเปิดประตูโดยเด็ดขาด ให้ตะโกนถามว่าใคร หรือมีธุระอะไร ซึ่งหากทำเช่นนี้ก็จะทำให้พวกโจรรู้ว่าบ้านนี้มีคนอยู่นะ ซึ่งหากเจอเหตุการเช่นนี้ก็ให้รีบโทรแจ้งตำรวจทันที

ส่วนอีกประเภทหนึ่งก็คือพวกที่โทรไปหลอกว่า คนในครอบครัวประสบอุบัติเหตุ ต้องรีบให้เงินด่วนแบบนี้ก็มีเหยื่อหลายรายที่หลงกลนำเงินออกไปให้ หรือโอนเงินให้เนื่องจากเป็นเรื่องคอขาดบาดตายของคนในครอบครัว และเหยื่อส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนแก่ที่อยู่บ้านคนเดียว

ที่ญี่ปุ่นยังมีคดีลักพาตัวเด็กเพื่อไปเรียกค่าไถ่อยู่มากมายเช่นกัน จะว่ามากกว่าเมืองไทยก็ยังได้แต่ส่วนใหญ่ลักพาตัวเพื่อเรียกค่าไถ่จากครอบครัวที่มีฐานะ หรือว่าลูกหลานของคนดัง ๆ มักจะตกเป็นเป้าหมายของโจรกลุ่มนี้ ดังนั้นจึงสังเกตได้ว่าเมื่อมีการนำภาพเด็กออกทางสื่อไม่ว่าจะเป็นทางทีวี หรือทางหนังสือพิมพ์ ก็มักจะมีการทำภาพให้มีคาดตาดำไว้เสมอเพื่อป้องกันการลักพาตัวนั่นเอง

ที่ญี่ปุ่นแก๊งลักรถก็มีอยู่เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ รถมอเตอร์ไซต์ แม้แต่รถจักรยาน และเนื่องที่ประเทศญี่ปุ่นจะมีการใช้จักรยานเป็นพาหนะกันมาก คดีจักรยานหายจึงเกิดขึ้นประจำเช่นกัน ดังนั้นหากได้ใช้จักรยานที่ประเทศญี่ปุ่น ก็ให้ล็อคให้เรียบร้อยไม่ว่าธุระที่ทำนั้นจะแป๊บเดียวก็ตาม แต่ไม่ว่าจะมีขโมย โจร ตีนแมวมากแค่ไหน ตำรวจหรือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ของญี่ปุ่นก็มีการตรวจตราความเรียบร้อยตามบ้าน ที่พัก อาพาตเม้นอยู่เสมอเช่นกัน อ่านข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ที่ คุณ Bo Mama@Pantip | bouhan-taisaku

หากจะนำบทความจากหน้านี้ไปใช้กรุณาขึ้นเครดิตให้ japankiku.com และ link กลับมาด้วย
banner ของ Japankiku อยู่ที่นี่>>

 


Japan NOW!!

Thailand NOW!

J Word
2006 2005 2004
2003 2002 2001
เกร็ดญี่ปุ่น
2006 2005 2004
2003 2002
2001
KIKU Tour
วัฒนธรรมการแยกขยะเมืองญี่ปุ่น
รู้จักเทศกาล Hinamatsuri รึยังเอ่ย?
ใครว่าอยู่เมืองนอก (ญี่ปุ่น) สบาย 1
ใครว่าอยู่เมืองนอก (ญี่ปุ่น) สบาย 2
คริสต์มาสและปีใหม่ในญี่ปุ่น
จำนวนคนญี่ปุ่นที่อาศัยในไทย
Japankiku IN JAPAN!!
Yakuza คือใครกันแน่!!!
เครื่องแต่งกายแบบญี่ปุ่นๆ
สิงหาคมเดือนแห่งความโหดร้าย
คนญี่ปุ่นเลี้ยงลูกกันอย่างไร
Tokyo Tower
มารู้จักซากุระกันเถอะ!!
ใครว่าอยู่เมืองนอก (ญี่ปุ่น) สบาย
47 จังหวัดของญี่ปุ่น
รู้จักราชวงศ์ญี่ปุ่น
ฤดูต่าง ๆ ในญี่ปุ่น
วันสำคัญ วันหยุดราชการ

Japan Study Link

เรียนภาษาญี่ปุ่นออนไลน์ฟร
JAT School
Mainichi
J Education
Kiku Tuter Board
Hokutoda
Tsn Life
Kidsweb
Japan Introduction
Megumi web

ข้อมูลท่องเที่ยว

Infomapjapan good
Japan-guide
good
Jnto.go.jp
Jalan

Japan Pictionary

แนะนำ Tokyo
รายละเอียดเกี่ยวกับ Visa
Japangaido
Web-japan
Japan-adventures

เส้นทางรถไฟ ตั๋วรถ

japanrailpass good
Westjr.co.jp

ซื้อตั๋วเครื่องบินราคาถูก

เช็คราคาตั๋วเครื่องบิน
kmt.co.th
tv-air.co.th
เดินทางไปสนามบินนาริตะ

จองโรงแรมแบบญี่ปุ่น

Jpinn
Japanese guesthouses
Travel.rakuten
เดินทางด้วยรถไฟในญี่ปุ่น


{banner2}