เกร็ดญี่ปุ่น ปี 2002

งานสิ้นปี[31 December 02] ตามหน่วยงานต่าง ๆ โรงเรียน จะจัดงานในเดือนธันวาคมเพื่อเป็นการฉลองการสิ้นปีเก่า ตามแหล่งน้ำพุร้อน สถานที่ตากอากาศ ภัตตาคารญี่ปุ่น ช่วงสิ้นปีจึงเป็นช่วงที่สถานที่จัดเลี้ยงเต็มทุกที่คะ คนญี่ปุ่นยังมีการแลกของขวัญกันด้วยเรียกว่า "โอเซโบะ" ตามห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ก็ต่างพากันจ้างพนักงานเพิ่ม ทุกคนจะวุ่นวายอยู่กับการเขียนจดหมายและส่งบัตรอวยพรปีใหม่ถึงเพื่อน ญาติพี่น้องและผู้คุ้นเคย เพื่อจะได้ถึงมือผู้รับในวันที่ 1 มกราคมพอดี เพราะการส่งการ์ดอวยพรปีใหม่คนญี่ปุ่นจะถือว่าเป็นมารยาททางสังคมที่ทุกคนจะต้องทำกันทุกปี

งานแต่งงานแบบญี่ปุ่น[14 December 02] ปัจจุบันนิยมจัดงานแต่งงานตามโรงแรม ยังนิยมจัดทั้งแบบญี่ปุ่นและแบบตะวันตก การใส่ซองนั้นต้องใส่เงินอย่างน้อย 10,000 เยน (2,500 บ.) เงินจำนวนนี้ถือเป็นการช่วยค่าใช้จ่ายในงาน และเป็นของขวัญจากแขก ซองที่จะใช้ต้องเป็นซองที่มีลวดลายและสีสันงดงามสะดุดตา แขกจะลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวอวยพรทีละคน ถัดจากนั้นมีการชนแก้วแล้วงานก็เริ่มขึ้น เมื่องานจบลง บรรดาญาติมิตรก็กล่าวสุนทรพจน์สรรเสริญบ่าวสาว คนที่กล่าวคนสุดท้ายคือพ่อของเจ้าบ่าว ซึ่งกล่าวขอบคุณแขกที่มาในงาน เสร็จแล้วพิธีกรก็จะประกาศว่างานสิ้นสุดลง พ่อแม่คู่บ่าวสาวและพ่อสื่อแม่สื่อเดินไปส่งแขกที่ประตู พร้อมทั้งมอบกล่องของตอบแทนให้แขกมักเป็นอาหารที่จัดเตรียมไว้อย่างดี และมีของชำร่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ด้วย

อิเคบะนะ [13 November 02] ศิลปะการจัดดอกไม้หรืออิเคบานะเริ่มมีตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เมื่อพระของศาสนาพุทธในสมัยกลางใช้ดอกไม้ในพิธีการทางศาสนา การปฎิบัติเช่นนี้ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่นเดียวกับพิธีการชงน้ำชา การจัดดอกไม้ก็กลายเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งพวกหญิงสาว ต้องร่ำเรียนให้เก่ง ปัจจุบันนี้มีผู้คนจำนวนมากเพลิดเพลินกับงานอดิเรกประเภทนี้ อิเคบานะบางรูปแบบนั้นมีลักษณะสมัยใหม่ยิ่งขึ้น ด้วยการใช้เส้นลวด แก้ว หิน และวัสดุอื่น ๆ อย่างก็ตามโรงเรียนสอนอิเคบานะ ก็ยังมีฐานันดร คือมีเจ้าคณะเรียนกว่า อิเอะโมะโตะ มีครูเรียกว่า ชิฮัง และนักเรียนเรียกว่า เดฉิ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นรูปจำลองของสังคมที่สืบเนื่องกันมาแต่โบราณ

เซปปุน แปลว่า หอม หรือ จูบ [20 Cotober 02] เป็นคำศัพท์เก่าที่ไม่ค่อยนิยมใช้กันแล้ว ปัจจุบันวัยรุ่นหันมาใช้คำว่า คิสสุ ซึ่งมาจากภาษาอังกฤษ Kiss นั่นเอง คนญี่ปุ่นไม่ได้จูบกันพร่ำเพรื่อเหมือนในหนังฝรั่งจะว่าไปก็คล้าย ๆ คนไทยคือไม่ค่อยจูบกันยิ่งหอมแก้มจะว่าคนญี่ปุ่นไม่รู้จักก็น่าจะได้แต่คู่รักคนไทยก่อนจะถึงจูบก็มักจะขอแค่ "หอมแก้ม" แฟนก่อน แต่คู่รักชาวญี่ปุ่นจะแสดงความรักก็จูบกันไปเลย แล้วเข้าโรงแรมกันง่าย ๆ แต่ถ้าจะหอมแก้มก็จะมีแต่เฉพาะหอมแก้มเด็ก ๆ เท่านั้น จูบแบบญี่ปุ่นนั้นก็ไม่ได้จูบแบบดูดดื่มมาก คู่รักญี่ปุ่นเวลาจะจูบกันก็แค่ใช้ริมฝีปากชนกันเท่านั้นถึงคู่รักชาวญี่ปุ่น จะไม่ค่อยแสดงออกมานักแต่ก็ โรมานจิกุ หรือโรแมนติกสุด ๆ เลยล่ะ

มังหงะ [01 Cotober 02] หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมไม่ใช่แต่ในญี่ปุ่นเท่านั้นยังมีผู้อ่านการ์ตูนญี่ปุ่นทั่วเอเชียและพิมพ์หลายภาษาทั่วโลก มังหงะมีการพิมพ์แต่ละครั้งมีจำนวนกว่า 4 ล้านเล่ม ผู้อ่านการ์ตูนนี้มิได้จำกัดอยู่แต่วัยรุ่นดังแต่ก่อน แต่ได้ขยายไปถึงคนวัยกลางคนด้วย มังหงะ สำหรับเด็กหญิงเป็นที่นิยมมากและคาดกันว่าเด็กหญิงมากกว่า 5 ล้านคนได้เลียนแบบวิธีการเขียนอักษรจีนลักษณะเป็นตัวกลมป้อมในการ์ตูนเหล่านี้ จะพบคำแสลงใหม่ๆ ในมังหงะ เรื่องประวัติศาสตร์ ปรัชญา และวิชาอื่น ๆ ถูกนำมาพิมพ์ออกในรูปแบบของมังหงะ และการ์ตูนประเภทนี้กลายเป็นสิ่งจำเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมญี่ปุ่น แม้แต่ในทีวีก็ยังมีมังหงะของญี่ปุ่นทั่วโลก

โคตัทสึ [15 September 02] เป็นอุปกรณ์ทำความร้อนที่มีมาแต่เดิมประกอบด้วยโครงไม้และมีผ้าห่มคลุมไว้ข้างบน ส่วนข้างใต้มีกระถางโลหะขนาดเล็กสำหรับใส่ถ่านหินเวลานั่งรอบ ๆ โคตัทสึ จะสอดเท้าเข้าไปใต้ผ้าห่ม ผ้าห่มนี้สามารถก็บความร้อนไว้ภายในได้ ดังนั้นใช้ความร้อนเพียงไม่มากที่จะทำให้ทุกคนอบอุ่นได้จึงประหยัดมาก โครงไม้ซึ่งเรียกว่า ยากุระ จะใช้แผ่นสี่เหลี่ยมจัตุรัสวางทับข้างบนและจึงสามารถใช้เป็นโต๊ะรับประทานอาหารหรือโต๊ะเรียนได้ด้วยโคตัทสึสมัยใหม่นั้นใช้หลอดไฟแทนถ่าน และยังกลายเป็นที่นิยมกันมากใน กิวชิว ทางใต้ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแต่เดิมมาไม่ได้ใช้โคตัทสึกันเลย

ซามิเซ็ง [Samisen] [01 September 02] เครื่องดนตรีสามสายนี้นำเข้าจากเกาะริวกิว (โอกินาว่า) สู่ ญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 16 เครื่องดนตรีนี้เดิมทำจากหนังงูขึงบนกล่องเสียงและเรียกว่า จาบิเซ็ง ใช้เล่นประกอบเพลงและการร่ายรำแบบโบราณ และยังใช้เป็นดนตรีประกอบฉากสำหรับละครคาบูกิ และบุงระคุ เครื่องดนตรีนี้เล่นได้ด้วยนิ้ว แต่ส่วนมากใช้ดีดด้วยกระดองเต่าหรือแผ่นซึ่งทำด้วยกระดูกที่ใช้ดีดเครื่องสาย เสียงของซามิเซ็งจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หากฟังเพลงลูกทุ่ง หรือเพลงเก่า ๆ ของญี่ปุ่นจะได้ยินเสียงของซามิเซ็งทำให้นึกถึงญี่ปุ่นทันทีที่ได้ยิน

โอชะ [01 August 02] แม้คำว่า โอชา (น้ำชา) นำเข้ามาสู่ญี่ปุ่นจากจีนในช่วงสมัยกลางแต่วิธีการดื่มชาที่พัฒนาขึ้นมานั้นเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นเอง การดื่มชาแบบนี้มักดื่มพร้อมกับการรับประทานซึ่งไม่มีการเสริฟเหล้า เรียคุชะ (ชาเขียว) นั้นดื่มหลังอาหารแทนกาแฟหรือชาดำ ลักษณะพิเศษของชาญี่ปุ่นปุ่นคือการทำโดยการตากใบชาให้แห้งโดยไม่บ่ม วิธีนี้จะทำให้รสชาติและลักษณะของชาญี่ปุ่นต่างไปจาก ชาอูลอง ซึ่งดื่มกันในประเทศจีนหรือประเทศอื่น ๆ วิธีการดื่มผงชาเขียว ซึ่งต้องทำตามกฎเกณฑ์มรรยาทต่าง ๆ นั้น เป็นที่นิยมกันครั้งแรกในสมัยมุโรมาจิ จากนั้นจึงมีการพัฒนาทางด้านโรงน้ำชาถ้วยชาลายงดงาม งานฝีมือและศิลปะอื่นที่เกี่ยวข้อง ศิลปะของซะโต ก็เช่นกันกับการจัดดอกไม้ คือพิธีชงชาได้กลายมาเป้นความสามารถพิเศษที่ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากอยากมี

ไกจิน [19 July 02] แม้ว่าคำนี้หมายถึง ชาวต่างชาติ ซึ่งได้แก่ใครก็ตามที่ไม่ได้ถือสัญชาติญี่ปุ่น แต่ชาวญี่ปุ่นมักใช้ในความหมายจำกัดเพื่อหมายถึงชาวตะวันตกเท่านั้น โดยไม่รวมชาวต่างชาติที่มีเชื้อชาติญี่ปุ่น จีน เกาหลี ไทย และชาวเอเชียอื่น ๆ อาจจะเป็นสิ่งที่หลงเหลือจากสมัยเมจิที่บรรดาผู้ปกครองเมืองทั้งหลาย ใช้คำว่า โทซึคุนิ (ไกโกคุ) ซึ่งแปลว่า ต่างประเทศ เมื่อเฉพาะเจาะจงถึงยุโรปและสหรัฐ ทุกวันนี้คำว่าไกจินใช้กันมากยิ่งขึ้น เมื่อจะเอ่ยถึงผู้ที่มิใช่ชาวญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นคนชาติใดก็ตาม

การเขียนพู่กัน [04 July 02] โชะโดหรือการคัดลายมือด้วยพู่กัน ถือเป็นศิลปะชั้นสูงที่ใช้พู่กันกับน้ำหมึกเขียนตัวอักษรให้วิจิตรงดงาม ซึ่งเป็นรูปแบบการเขียนที่มีลายเส้นอ่อนพลิ้ว ปัจจุบันการเขียนพู่กันกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ในวันที่ 2 มกราคมของทุกปีจึงจัดให้มีการประกวดเขียนพู่กันในระดับมัธยมต้นทั่วประเทศญี่ปุ่น

การโค้งคำนับ [06 June 02] ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า "โอจิงิ" คนญี่ปุ่นเมื่อพบกันก็โค้งคำนับ และเมื่อจากกันก็โค้งอีก แม้แต่การแสดงความเคารพก็ยังต้องโค้ง ขนาดกำลังคุยโทรศัพท์แล้วแนะนำตัวเองยังโค้งให้กับโทรศัพท์ การโค้งคำนับของคนญี่ปุ่นถือว่าเป็นประเพณีที่ใช้กันทั่วไป โดยการโค้งคำนับนั้นมีหลายแบบตามความเหมาะสม และกาละเทศะ ในยุคศักดินา การไม่โค้งคำนับถือเป็นความผิดฉกรรจ์ แม้แต่โค้งไม่ถูกต้องก็จะเป็นโทษหนัก ซามูไรสามารถฆ่าได้ทันที

กระดาษญี่ปุ่น[16 may 02] กระดาษญี่ปุ่นคุณภาพเยี่ยมที่มีเนื้อละเอียด เหนียว แต่นุ่มนวล และซักน้ำได้ เรียกว่า วากามิ (wagami] คนญี่ปุ่นใช้กระดาษเป็นวัตถุดิบในการผลิตข้าวของเครื่องใช้หลากหลายมานักพันปี แม้กระทั่งใช้ทำฝาผนังบ้าน บางคนใช้พับเป็นรูปต่าง ๆ เป็นงานพับกระดาษของญี่ปุ่นที่เรียกว่า โอริกามิ [origami] ศาสตร์ในการพับกระดาษของคนญี่ปุ่นสามารถพับกระดาษเป็นรูปต่าง ๆ ได้มากมาย ที่เห็นกันบ่อยคือพับเป็นรูปนก รูปตุ๊กตาญี่ปุ่น เป็นต้น

นินจา[05 may 02] นินจาคือนักรบในเงามืดของญี่ปุ่น เป็นบุคคลลึกลับที่ให้รับการฝึกฝนพิเศษสุดตั้งแต่หัดเดิน นินจาจะมีความเชี่ยวชาญในการต่อสู้ประชิดตัว การเร้นกายไปในที่ลับ มีวิชาตัวเบา และสามารถดำน้ำได้นาน การเอาตัวรอดให้ได้คือศาสตร์ที่สำคัญที่สุดเพราะหากพลาดจะหมายถึงความตายเพียงสถานเดียว

ยุคเฟื่องฟูของนินจาคือราว 4-500 ปีก่อน นักรบซามูไรหรือแม้แต่ใครที่ว่าแน่ ยังต้องเหลียวหน้าเหลียวหลับด้วยความกลัวนินจา

เด็กหญิง ซาดาโกะ ซาดาโกะ คือ [20 april 02]
เด็กหญิงเคราะห์ร้ายที่เป็นมะเร็งเพราะผลจากระเบิดปรมาณู ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ด้วยหัวใจที่เข้มแข็ง เธอจึงพยายามพับนกกระเรียนให้ครบหนึ่งพันตัวเพื่อขอพรให้เธอหายดี แต่พับได้เพียง 600 ตัว เธอก็ได้จากโลกนี้ไป อนุสาวรีย์ซาดาโกะตั้งอยู่ที่สวนสันติภาพ เมืองฮิโรชิมาเพื่อเตือนใจ ให้ชาวโลกระลึกถึงคำว่าสันติภาพไงล่ะ

เทศกาลวันเด็กผู้หญิง...วันที่ 3 มีนาคม [04 april 02]
บรรดาเด็กผู้หญิงจะปัดฝุ่นตุ๊กตาฮินะแล้วนำมาประดับใว้บนชั้นวางตุ๊กตาเพื่อต้อนรับเทศกาลฉลองเด็กผู้หญิง
วันนี้พ่อแม่จะอธิษฐานขอพรให้เด็กผู้หญิงมีคู่ครองที่ดี และดื่มเหล้าขาวฉลองกัน หากฉลองเพลินจนลืมเก็บตุ๊กตา เชื่อว่าจะทำให้เด็กผู้หญิงมีคู่ครองล่าช้าออกไป
เทศกาลวันเด็กผู้ชาย...ในวันที่ 5 พฤษภาคม ถ้าเราไปที่ญี่ปุ่นเราจะได้เห็นธงปลาคาร์พปลิวไสวทั่วประเทศ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเทศกาลวันเด็กผู้ชาย ในวันนี้ทุกบ้านจะประดับตุ๊กตานักรบไว้ เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้เด็กชายปลอดภัย กล้าหาญ และแข็งแรง และใช้ดอกโชบุและดอกคะชิวะ โมะจิในการขอพรให้เด็กผู้ชายประสบความสำเร็จ

ซูโม่ [03 mar 02] หรือมวยปล้ำญี่ปุ่นเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมในญี่ปุ่น คู่ปล้ำสองคนที่รูปร่างอ้วน ใหญ่ต้องพยายามโค่นอีกฝ่ายหนึ่งให้ล้มหรือดันคู่ต่อสู้ให้ออกจากวงกลมขนาดเล็ก การต่อสู้ใช้เวลาไม่นานและเริ่มต้นด้วยพิธีกรรมซึ่งรวมถึงการโปรยเกลือบนพื้นในกรอบวงกลม เป็นเครื่องหมายของความบริสุทธิ์ นักกีฬาซูโม่เป็นดารามีชื่อเสียงและใช้เวลาฝึกฝนหลายปี การจะเป็นนักซูโม่ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เพราะนอกจากน้ำหนักตัวจะต้องไม่ต่ำกว่า 75 กก.แล้ว ยังต้องผ่านการฝึกอย่างหนักเพื่อก้ายขึ้นสู่ทำเนียบนักซูโม่อาชีพ เนื่องจากซูโม่เป็นกีฬาที่มีเกียรติ ผู้ที่ก้าวไปถึงตำแน่ง "โยโกสุเนะ" ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของซูโม่ถือว่าเป็นผู้พิชิตอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ทำไมต้องแมวกวัก[15 feb 02] ที่ เรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า "มะเนะกิ เนะโกะ" คนญี่ปุ่นนิยมนำมาตั้งไว้หน้าร้าน ด้วยเชื่อว่าตุ๊กตารูปแมวยกขาหน้าขึ้นกวักจะช่วยกวักเรียกลูกค้าให้เข้าร้าน มะเนกิ เนะโกะบางตัวยกขาขวา บางตัวก็ยกขาซ้าย แต่ปัจจุบันเห็ฯมีบางตัวยกขึ้นทั้งสองขา มีเรื่องเล่าว่า เมื่อสมัยเอโดะ มีแมวตัวหนึ่งได้นำโชคลาภมาสู่วัดเก่าแก่โทรม ๆ วัดหนึ่ง โดยการกวักขาหน้าของมันขณะที่มีพายุฝนนั้นมีคนจำนวนมากเข้ามาหลบฝนในวัดโทรม ๆ แห่งนั้นในจำนวนนั้นมีซามุไรผู้ครองแคว้นฮิโคเนะ รวมอยู่ด้วยซามุไรคนนั้นเลยอุปถัมป์วัดนั้นตลอดมา ปัจจุบันแมวกวักนี้ก็กลายเป็นสัญลักษณ์อย่างนึงของญี่ปุ่นไปแล้ว เพราะคงไม่มีประเทศไหนในโลกเอาแมวมากวักคนเข้าร้านเหมือนที่ญี่ปุ่นนี้คะ

"ทำไมไม่บอก...ฉันรักคุณ" [03 feb 02]
ใครเคยมีแฟนเป็นคนญี่ปุ่น หรือดูละครญี่ปุ่น อ่านการ์ตูนญี่ปุ่น แทบจะไม่เคยได้ยินคำว่า "ฉันรักคุณ" หรือแม้แต่คำว่า "คิดถึงนะ" แปลกแต่จริงค่ะ ในภาษาญี่ปุ่นนั้นคำว่า "ฉันรักคุณ" พูดได้หลายแบบ เช่น ai shiteru (อะอิ ชิเตะรุ), anata o ai shite masu (อะนะตะ โอะ อะอิ ชิมัสสึ) แต่หากพูดก็จะรู้สึกแปลกคะ ถ้าอยากจะบอกรัก เค้ามักใช้คำว่า suki ซึ่งแปลว่า "ชอบ" แทนคะ ส่วนคำว่าคิดถึงนั้นยิ่งไม่พูดใหญ่คะ เค้าถามกันแค่ 'genki' ซึ่งแปลว่า สบายดีรึป่าว แค่นี้เองคะ แหม..ใครจะมีแฟนคนญี่ปุ่นต้องคิดดี ๆ นะคะเพราะไม่ค่อยโรแมนติกเอาซะเลย

[Kinkakuchi] วัดคิงคะคุจิ [20 Jan 02] หากใครเคยดูการ์ตูน เรื่อง "เณรน้อยเจ้าปัญญา" คงจะคุ้นหูกับชื่อวัดคิงคะคุจิ หรือวัดศาลาทองที่มีตำนานของเณรน้อยอิคิวซัง ที่แสนจะฉลาด นอกจากวัดนี้จะมีอยู่จริงแล้ว ตัวโชกุนโยชิมัตสุก็มีตัวตนจริง ๆ ด้วย แถมยังเป็นเจ้าของวัดคิงคะคุจิด้วย แรกที่สร้างนั้นใช้เพื่อเป็นบ้านพักตากอากาศของโชกุน แต่ว่าเมื่อโชกุนโยชิมัตสุสิ้นชีวิตก็ได้มอบให้เป็นศาสนสถานสืบมาคะ ถ้าใครอยากไปดูก็ต้องไปที่เมือง Kyoto นะคะ

หากจะนำบทความจากหน้านี้ไปใช้กรุณาขึ้นเครดิตให้ japankiku.com และ link กลับมาด้วย
banner ของ Japankiku อยู่ที่นี่>>

 


Japan NOW!!

Thailand NOW!

J Word
2006 2005 2004
2003 2002 2001
เกร็ดญี่ปุ่น
2006 2005 2004
2003 2002
2001
KIKU Tour
วัฒนธรรมการแยกขยะเมืองญี่ปุ่น
รู้จักเทศกาล Hinamatsuri รึยังเอ่ย?
ใครว่าอยู่เมืองนอก (ญี่ปุ่น) สบาย 1
ใครว่าอยู่เมืองนอก (ญี่ปุ่น) สบาย 2
คริสต์มาสและปีใหม่ในญี่ปุ่น
จำนวนคนญี่ปุ่นที่อาศัยในไทย
Japankiku IN JAPAN!!
Yakuza คือใครกันแน่!!!
เครื่องแต่งกายแบบญี่ปุ่นๆ
สิงหาคมเดือนแห่งความโหดร้าย
คนญี่ปุ่นเลี้ยงลูกกันอย่างไร
Tokyo Tower
มารู้จักซากุระกันเถอะ!!
ใครว่าอยู่เมืองนอก (ญี่ปุ่น) สบาย
47 จังหวัดของญี่ปุ่น
รู้จักราชวงศ์ญี่ปุ่น
ฤดูต่าง ๆ ในญี่ปุ่น
วันสำคัญ วันหยุดราชการ

Japan Study Link

เรียนภาษาญี่ปุ่นออนไลน์ฟร
JAT School
Mainichi
J Education
Kiku Tuter Board
Hokutoda
Tsn Life
Kidsweb
Japan Introduction
Megumi web

ข้อมูลท่องเที่ยว

Infomapjapan good
Japan-guide
good
Jnto.go.jp
Jalan

Japan Pictionary

แนะนำ Tokyo
รายละเอียดเกี่ยวกับ Visa
Japangaido
Web-japan
Japan-adventures

เส้นทางรถไฟ ตั๋วรถ

japanrailpass good
Westjr.co.jp

ซื้อตั๋วเครื่องบินราคาถูก

เช็คราคาตั๋วเครื่องบิน
kmt.co.th
tv-air.co.th
เดินทางไปสนามบินนาริตะ

จองโรงแรมแบบญี่ปุ่น

Jpinn
Japanese guesthouses
Travel.rakuten
เดินทางด้วยรถไฟในญี่ปุ่น