ศ.ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์ นักเขียน นักแปลในดวงใจ
สัมภาษณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2550 โดย Japankiku.com


"....ไม่อาจที่จะทิ้งความเป็นคนไทยได้ และไม่สมเหตุสมผลที่จะต้องเปลี่ยนสัญชาติ
เพื่อความก้าวหน้าทางการงาน ญี่ปุ่นจะต้องใจกว้างรับคนต่างชาติ อย่างไม่มีเงื่อนไข..."

.... ชีวิตวัยเด็ก ศ.ดร. ปรียา อิงคาภิรมย์

อาจารย์เป็นคนจังหวัดอะไรคะ

จังหวัดกรุงเทพฯ ค่ะ

จากที่ได้ทราบประวัติการเรียนและการทำงานของอาจารย์ ทำให้ทราบว่าอาจารย์ต้องเป็นคนที่เรียนเก่งมาตั้งแต่เด็ก ๆ เลยใช่มั้ยคะ

อาจารย์ต้องขอโทษนะคะ เพราะไม่ค่อยเห็นด้วยกับการที่ว่าถ้า สอบได้ที่ดีในชั้นก็ถือว่าเรียนเก่ง

ถ้าจะเอาว่าสอบได้ที่เท่าไร เป็นเกณฑ์ตัดสินว่าเรียนเก่งก็คงจะตอบได้ว่า สอบได้เลขตัวเดียวมาตลอดมีอยู่เพียงครั้งเดียวที่ได้เลขสองตัว

อาจจะเป็นเพราะคุณพ่อคุณแม่มีจิตวิทยาที่ดีก็ได้  เวลาที่สอบได้ที่หนึ่งถึงที่สาม ก็จะมีรางวัลสมนาคุณ โดยที่ได้เงินจากคุณพ่อ ไม่มากนะคะ แล้วคุณแม่ก็จะซื้อกระโปรงใหม่ให้ค่ะ แต่จำได้ว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งที่สอบได้ที่ 1 ในห้องแล้วคงชะล่าใจ ครั้งต่อไปสอบได้ที่ 10 เลย พอเอาสมุดพกไปให้คุณพ่อดูคุณพ่อแทนที่จะดุ กลับประชดว่า เก่งมาก มีน้อยคนที่สอบได้ที่ 1 แล้วครั้งต่อไปสอบได้ที่ 10  ก็เลยจำได้ดี ธรรมดาคุณพ่อใจดี ไม่เคยมายุ่งกับเรื่องเรียนของลูก

ตั้งแต่เด็ก ชอบตื่นตีห้าครึ่งขึ้นมาทบทวนและอ่านหนังสือ พอคุณพ่อตื่นขึ้นมาเห็นเข้าจะถามว่า “ทำไมตื่นแต่เช้าไม่ต้องเรียนหักโหม “ คุณพ่อไม่เคยเข้ามายุ่งเรื่องเรียน ไม่เคยรู้ว่า ลูกเรียนอะไรด้วยซ้ำ เพราะคุณพ่ออ่านภาษาไทยไม่ได้ เลยโชคดี มีโอกาสเลือกเรียนที่ๆ ตัวเองอยากเรียน และอยากทำ ไม่มีการบังคับเรียน

คุณพ่อเป็นคนจีนที่หัวทันสมัย เพราะคุณพ่อบอกว่า ถึงจะเป็นลูกผู้หญิง แต่ถ้ารักเรียน เรียนได้เท่าไรเรียนไปเลย พ่อไม่ห้าม ขอบคุณคุณพ่อที่ทำให้ลูกมีโอกาสเห็นโลกกว้าง และมีการศึกษา

ช่วยเล่าเรื่องสมัยที่ยังไม่เข้ามหาวิทยาลัยให้ฟังได้มั้ยคะ

(ภาพ : ถ่ายกับพี่น้องตอนไปกินอาหารกลางวันที่กินรีนาวา สวนลุมพินีสมัยก่อน จะเป็นภัตตาคารบนอยู่เรือหลังใหญ่)

ขอเริ่มตั้งแต่เรียนชั้นประถมแถวบ้าน แล้วก็ไปเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา แทนที่จะได้เรียนชั้น ป 5 ต้องถูกซ้ำชั้น ป 4 เพราะเรียนจบจากโรงเรียนเล็ก ๆ แถวบ้านพื้นความรู้สู้อัสสัมฯ ไม่ได้

แต่โชคดีไม่ต้องเสียเวลาฟรีหนึ่งปี เพราะเรียนพาสชั้นจาก ป 1 กระโดดข้ามไปเรียนชั้นป 3 เลยไม่ต้องเรียน ป 2

ตอนที่ต้องสอบเข้าเตรียมอุดมศึกษา ตอนนั้นใคร ๆ ก็อยากสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา อาจจะเป็นเพราะเรียนโรงเรียนคาทอลิกมาตลอด ไปซื้อใบสมัครสอบที่โรงเรียนเตรียม ต้องขอโทษที่จะต้องบอกว่า ไม่ชอบบรรยากาศเลย มีแต่ตัวตึก นักเรียนใส่แว่น เดินไหล่เอียง เห็นแล้วกลัว แถมยังแบ่งเป็นห้องเป็นคิง ควีนส์ บ๊วย ก็เลยไม่ชอบ และทุกคนท่าทางคงแก่เรียนมาก

ปกติเป็นคนที่ไม่ชอบแข่งขันกับคนอื่น ถ้าจำเป็นต้องแข่งก็จะแข่ง แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง เพราะมีไม่กี่แห่งที่รับนักเรียนจากโรงเรียนอื่น

มีอยู่วันหนึ่ง เพื่อนชวนให้ไปดูโรงเรียนเซ็นฟรังซิสซาเวียร์คอนแวนต์ ไม่เคยไปมาก่อน แต่พอเข้าไปโรงเรียน ร่มรื่นมาก แล้วยังเห็นรูปปั้นพระแม่มารียืนอยู่ในสวนดอกไม้ที่ทางโรงเรียนทำไว้อย่างสวยงาม ทำให้เกิดความประทับใจที่ว่าโรงเรียนสะอาด เงียบสงบและ บรรยากาศอบอุ่นดี

ในใจตัวเองตอนนั้นรู้แล้วว่า จะต้องสอบเข้ามาเรียนที่นี่ให้ได้ แต่เขารับอยู่ไม่กี่คน เพราะมี มศ 4 ศิลป์ อยู่ห้องเดียว แต่รู้แต่ว่าจะต้องสอบเข้าที่นี่ให้ได้ ในที่สุด สอบเข้าได้สมใจ ตื่นเต้นดีใจมาก

ตอนนั้น กำลังวัยรุ่น ข้างๆ มีโรงเรียนเซ็นคาร์เบรียล มีจัดงานปาร์ตี้ มีการไปแข่งขันตอบคำถามอะไรมากมาย เป็นช่วงที่ใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นเต็มที่ ตอนนั้น กำลังฮิต เนคไทเส้นใหญ่ๆ และกางเกงยาวถูพื้น ยังจำได้ถูกคุณพ่อล้อว่าที่บ้านไม่ต้องจ้างคนทำความสะอาดเพราะมี คนใส่กางเกงยาวๆ แบบนี้ทำความสะอาดบ้านไปในตัว

แต่เที่ยวไม่ค่อยได้เต็มที่เพราะทุกวันจันทร์ จะมีสอบภาษาฝรั่งเศส ทำข้อสอบผิดหรือผันกริยาผิด ก็ต้องคัดยี่สิบคำทุกครั้ง

ทำไมอาจารย์เลือกเรียนในคณะศิลปศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ วิชาโทภาษาญี่ปุ่นคะ

(ภาพ วันรับปริญญาตรีที่ธรรมศาสตร์ 1974)

เรื่องนี้ เล่าแล้วก็รู้สึกอายตัวเองเหมือนกันนะคะ เวลาที่เรายังอายุน้อยๆ คิดอะไรแปลกๆ ที่เลือกเรียนคณะศิลปศาสตร์ ก็เพราะว่า ไม่ชอบระบบ ซีเนียรี่ตี้ หรือ ระบบรุ่นพี่ รุ่นน้องแบบมหาวิทยาลัยอื่น

ชอบธรรมศาสตร์เพราะเราเป็นเพื่อนเท่าเทียมกัน ไม่มีระบบอาวุโสแบบมหาวิทยาลัยอื่น ไม่ชอบการถูกรุ่นพี่บังคับให้ทำอะไรที่ไม่ได้เรื่อง เพราะรู้ว่าตัวเองรับไม่ได้

ที่เลือกคณะศิลปศาสตร์ยังจำได้ดีว่า สมัยนั้น เวลาจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะมีสิทธิ์เลือก ได้ 6 สาขา ที่มหาวิทยาลัยไหนก็ได้ที่อยากเรียนมากที่สุดก็คือ คณะศิลปศาสตร์ เลือกเป็นอันดับหนึ่งแล้วก็เลื่อกสาขาอื่นๆในธรรมศาสตร์อีกสี่สาขา เหลืออีกช่องไม่รู้จะเลือกอะไร ก็เลยเลือกอักษรศาสตร์จุฬาไว้อันดับสุดท้าย จะได้ครบทุกช่อง

ตอนไปส่งใบสมัครที่ศาลาพระเกี้ยว ยังจำได้ดีว่า พี่ที่เรียนจุฬาตอนรับใบสมัครสอบถามว่ารู้หรือเปล่าว่าอักษรจุฬาคนเลือกอันดับแรกยังเข้าไม่ได้

ประวัติการศึกษาของอาจารย์รบกวนช่วยเรียงตั้งแต่ อนุบาล จนจบ ดร. อาจารย์เรียนที่ไหนบ้างคะ

ไม่เคยเรียนอนุบาล เริ่มไปเรียนชั้นประถมเมื่ออายุ เจ็ดขวบ ที่โรงเรียนแถวบ้าน แถวซอยสว่าง ชื่อ โรงเรียนประสารอักษร ตอนนั้นบ้านก็อาศัยเช่าที่อยู่ในโรงเรียนค่ะ ตอนนี้ไม่มีแล้ว เป็นโรงเรียนเล็กๆ

แล้วก็ไปเข้า โรงเรียน อัสสัมชัญศึกษา กระโปรงสีแดงนะคะ แหม แดงมาแต่ไกลเลยเรียนตั้งแต่ชั้นป 4 จนจบชั้น มศ 3 มีเพียงชั้นแค่นี้ค่ะ

แล้วไปต่อที่ โรงเรียนเซ็นฟรังซิสซาเวียร์ คอนแวนต์ มศ  4-5

จากนั้น สอบเข้า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ เอก ภาษาอังกฤษ โท ภาษาญี่ปุ่น เกียรตินิยมดีมาก

(ภาพ : ภาพนี้ถ่ายเมื่อเข้าไปอยู่กับครอบครัวโยะชิคะวะได้ไม่กี่เดือน คุณแม่โยะชิคะวะ เอาชุดกิโมโนะให้ใส่ ถ่ายกับลูกชายคนโต โทรุ และ อะคิระ)

แล้วก็ไปได้ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไปเป็นนักศึกษาวิจัย เรียนที่ มหาวิทยาลัย วะเซะดะ 1 ปี

แล้วก็ขอย้ายไปเป็นนักศึกษาวิจัยที่ มหาวิทยาลัยโตเกียวภาษาต่างประเทศ 1 ปี

แล้วก็สอบเข้าเรียนปริญญาโททางด้านการสอนภาษาญี่ปุ่นให้แก่ชาวต่างชาติ และภาษาศาสตร์ญี่ปุ่นที่เดียวกับที่เป็นนักศึกษาวิจัย

พอจบจากญี่ปุ่นไปสอนพิเศษที่เมืองไทยได้สามเดือน ก็ไปอเมริกา ไปที่มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด ในสหรัฐอเมริกา ตำแหน่งผู้ช่วยนักวิจัย วิจัยภาษาญี่ปุ่นและภาษาไทยกับศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด 1 ปี ได้บทความสองเรื่อง คือ เป็น และคือ เทียบกับ wa/ga  และ ที่ ซึ่ง อัน เทียบกับภาษาญี่ปุ่น

จากนั้นได้ทุนการศึกษาพิเศษ จาก Harvard Yenching 1 ปี เพื่อเรียนต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยคาลิฟอร์เนียร์ เบอร์กเล่ยได้ยกเว้นค่าเล่าเรียนฟรี และเงินทุนเป็นผู้ช่วยวิจัย จากมหาวิทยาลัยคาลิฟอร์เนียร์ เบอร์กเล่ย 2 ปี

 และได้รับทุนเรียนปริญญาเอก จาก มูลนิธิญี่ปุ่น จนจบปริญญาเอก  รวมเวลาที่เรียนที่อเมริกา 4 ปีครึ่ง เวลาที่ทำปริญญาเอกค่ะ

(ภาพ เป็นครั้งแรกที่คุณพ่อญี่ปุ่นกลับมาบ้านให้ทันแขกที่มาเที่ยวที่บ้าน สมาชิกครบห้าคน) หลังจากจบ กลับไปทำงานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ สาขาภาษาญี่ปุ่น3 ปี

แล้วก็ไปทำงานที่สถาบันวิจัยภาษาญี่ปุ่นแห่งประเทศญี่ปุ่นเป็นข้าราชการญี่ปุ่น ทำงานวิจัยเกี่ยวกับ ภาษาเปรียบเทียบของไทยและญี่ปุ่น  8 ปีกว่า

แล้วย้ายออกไปสอน ที่มหาวิทยาลัย โตเกียว กะคุเง ตำแหน่งศาสตราจารย์ รับผิดชอบศูนย์แลกเปลี่ยนนักศึกษานานาชาติซึ่งเพิ่งเปิดใหม่

สอนภาษาญี่ปุ่นให้นักศึกษาต่างชาติจากทั่วโลก และสอนปริญญาตรี โท แก่นักศึกษาญี่ปุ่นและนักศึกษาต่างชาติ สอนและทำงานที่นั่น 4 ปีค่ะ

ลาออกจากการเป็นข้าราชการประจำญี่ปุ่นเมื่อเดือน ตุลาคม ปี ค.. 2002 (ออกมาได้5 ปีแล้ว)

ปัจจุบันทำงานด้านการเขียน และแปล เป็นนักเขียนอิสระ

อาจารย์เคยรู้สึกท้อแท้บ้างไหมคะ เวลาเรียนภาษา ซึ่งเรียนทั้งอังกฤษและญี่ปุ่นควบคู่กันไป

(ภาพนี้ถ่ายที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ตอนที่ไปเรียนที่ญี่ปุ่นได้ไม่กี่วัน เป็นฤดูใบไม้ผลิตื่นเต้นกับความสวยงามของดอกไม้)

อาจารย์ต้องขอพูดตรงๆ ไม่ได้พูดโอ้อวดอะไรนะคะ พูดกันตามความจริง ไม่ต้องใช้สูตรญี่ปุ่นนะคะเดี๋ยวเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่จริง

อาจารย์ชอบภาษาอังกฤษมาก ตั้งแต่ตอนเรียนอัสสัม และเมื่อเข้าเซ็นฟรังฯ ซิสเตอร์เป็นฝรั่งชาวอังกฤษซึ่งเป็นอธิการ ต้องเรียกไปหาส่วนตัว เพราะเห็นเทสทุกครั้ง ปรียาจะได้ท๊อปเป็นประจำ ทั้งสามหมวด คือ ภาษาอังกฤษ ABC ชอบวรรณคดี เพราะอาจารย์ชาวฟิลิปปินส์ สอนสนุกมาก สอนเรื่องโอลิเวอร์ทวิส และ ตอนมศ 5 เรียน A Tale of Two Cities ชอบมากขนาดที่ว่า ปิดหนังสือใครพูดกับใครก็ยังรู้

ดังนั้น เรียนภาษาอังกฤษชอบมาก ก็เลยไม่ท้อ แต่ตอนเรียนที่คณะศิลปศาสตร์เรียนหนักมาก เพราะต้องอ่านหนังสือนอกเวลาเดือนละสองเล่มแต่ที่ท้อคือ ไม่ชอบทำข้อสอบ ปรนัย เพราะไม่ชอบเดา ทำสอบสู้เพื่อนที่เดาเก่ง ๆ ไม่ได้

ทำไมโทภาษาญี่ปุ่น เพราะตอนนั้นทางสาขายังไม่เปิดเป็นวิชาเอก เรียนภาษาญี่ปุ่นตอนนั้น นึกว่าจะเลิกเรียนเหมือนกัน เพราะปีหนึ่ง เขาส่งสาวอายุสิบแปดมาสอน รู้ภาษาไทยนิดหน่อย แต่สอนไม่รู้เรื่องเลยค่ะ แต่พอปีสอง เหลือคนเรียนอยู่ครึ่งห้อง ได้ครูที่เก่งเพราะสอนที่ฮาวายมาก่อน
ทำให้ชอบภาษาญี่ปุ่นมากไม่เคยไม่มีวันไหน ไม่ทบทวน และเปิดดิกเองชอบมากขนาดที่ว่า เพื่อนโทรมาถาม จำได้ว่าอยู่ตรงไหนจดในหนังสือเหมือน ผ้ายันตร์เลยค่ะ รักมากค่ะ แต่หินมากกว่าจะได้คะแนนอาจารย์ญี่ปุ่นมาแต่ละทีเลือดไหลซิบเลย

(ภาพ : ตอนได้รับทุนกระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่นไปเที่ยวและเรียนภาษาญี่ปุ่นหนึ่งเดือน ตอนอยู่ปีสามที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทั่วประเทศ ได้ไปทั้งหมดสี่คนตอนเดือนกุมภาพันธ์ ค .ศ, 1973 ซึ่งยังหนาวมากในญี่ปุ่น ถ่ายแถวร้านขายของที่เมจิจิงงู)

ทำไมเลือกเรียนภาษาญี่ปุ่น คำถามนี้ต้องขอโทษนะคะ ให้สัมภาษณ์ และตอบคนญี่ปุ่นไปตั้งแต่สาว จนตอนนี้สาวน้อย (ลงไปทุกที) แล้ว ก็ยังเจอคำถามนี้อีก ที่เลือกมีสองเหตุผลใหญ่ ซึ่งทุกท่านอ่านแล้วคงขำนะคะ

1. เห็นรุ่นพี่แถวบ้าน ถือหนังสือ ‘โยะมิคะตะ’ เดินผ่านหน้าบ้าน พี่คนนั้น น่าตาน่ารัก และดูแล้วเท่ห์ดีจัง ทำให้อยากเรียนภาษาญี่ปุ่นเหมือนพี่คนนั้น
ทั้งที่ชอบภาษาฝรั่งเศสมากนะคะ เรียนได้ดีด้วย

แต่พอปรึกษาคุณพ่อ เพราะสนิทและชอบคุยกับคุณพ่อ ชอบเลียนแบบอ่านหนังสือทุกวันเหมือนคุณพ่อตอนเด็ก

คุณพ่อแนะนำว่า ถ้าเรียนภาษาญี่ปุ่นในอนาคตก็จะรู้ภาษาจีน คือ เขียนอ่านคันจิได้ และในอนาคตคาดว่าประเทศญี่ปุ่นจะต้องเป็นประเทศมหาอำนาจของโลก เรียนภาษาฝรั่งเศสคงไม่ได้ใช้ทำอะไรเมื่อเรียนจบ

ก็เลยมานั่งคิดอยู่สักพัก เรียนภาษาฝรั่งเศสมาหลายปีแล้วตั้งแต่อยู่อัสสัม และเซ็นฟรังฯ ถ้าเข้ามหาวิทยาลัย ต้องไปแข่งเรียนกับคนอื่น ซึ่งไม่ชอบการแข่งขัน แต่ถ้าเลือกเปลี่ยนมาเรียนภาษาญี่ปุ่นไม่ต้องมีพื้นความรู้มาก่อน น่าสนใจกว่า ก็เลยเลือกเรียนด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ว่านี้ค่ะ

เมื่อท้อแท้ หรือขี้เกียจเรียนอาจารย์ทำยังไงคะ

ไม่รู้จะบอกว่าไง เมื่อท้อแท้คงมีบ้าง แต่ขี้เกียจเรียนคงไม่มี ที่ท้อแท้ก็คือ ทำไมต้องท่องหนังสือแบบนี้ เวลาเข้าสอบท่องๆๆๆ พอออกนอกห้องก็ลืม จำไม่ได้ หลังจากนั้น ก็เลยทำให้ท้อ ขึ้เกียจท่องมากกว่านะคะ เพราะเป็นคนที่ชอบสงสัย สร้างปัญหาตอนเด็กๆ พอสมควร เพราะครูนึกว่าชอบลองภูมิครู

(ภาพ : ถ่ายที่หน้าบ้านโยะชิคะวะ เป็นหิมะที่ตกเป็นครั้งแรกในโตเกียวตื่นเต้นมาก คุณพ่อญี่ปุ่นชอบถ่ายรูปจะต้องเป็นนางแบบให้ แต่กว่าจะถ่ายได้สักรูป หิมะละลายเลยค่ะ ห้องชั้นสอง คือ ห้องที่อยู่กับบ้านโยะชิคะวะ) แต่ที่ท้อแท้ก็คงจะ ศึกหนักตอนเรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย คาลิฟอร์เนีย เบอร์กเลย์

เพราะก่อนจะเขียนวิทยานิพนธ์ได้ ต้องสอบปากเปล่า สามหมวด เช่น วรรณคดี ภาษาศาสตร์ และประวัติศาสตร์ เป็นต้น แล้วแต่จะเลือก

ตอนนั้นมีเพื่อนชาวอเมริกัน ซื้อตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว แต่ผลก็คือ สอบไม่ผ่านสองหมวด ยังถามตัวเองเลยว่า ขนาดเพื่อนอเมริกัน ยังสอบไม่ผ่าน แล้วกระเหรี่ยงอย่างเราจะผ่านได้ยังไง

ท้อแท้มากเหมือนกัน เพราะเห็นเพื่อนสอบไม่ผ่าน ตัวเองกำลังจะเข้าสอบหลังจากนั้นอีกสามเดือนเพื่อนอีกคนเห็นท่าไม่ดีถอนตัวไม่ขอสอบเลื่อนไปอีกปีหนึ่ง

ก็เลยบอกตัวเองว่า มาถึงขนาดนี้แล้ว ไม่เลื่อนแน่ ถ้าไม่ผ่านก็กลับบ้าน ถือว่าได้เรียนได้ความรู้พอแล้ว ถ้าไม่ผ่านก็แสดงว่า เขาเห็นว่าเราไม่มีความสามารถพอ พยายามแค่ไหนก็คงยาก สู้กลับบ้านเลยดีกว่า

ตอนเด็ก ๆ อาจารย์ฝันอยากเป็นอะไรคะ

ฝันง่ายๆ ประสายังเด็กๆ ว่าจบไปมีงานทำ มีเงินซื้อรถ ก็พอแล้ว แต่พอออกไปเห็นโลกกว้างที่ญี่ปุ่น ความฝันที่ว่านี้ไม่ทราบหายไปไหนก็ไม่รู้

ในชีวิตตั้งแต่จบ ทำงานพิเศษครึ่งวัน อาทิตย์ละสองครั้งให้ผู้อำนวยการบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่งทำได้ สามเดือน น่าเบื่อจริงๆ ไม่มีงานอะไรให้ทำ นอกจากนั่งอ่านหนังสือ และเป็นล่ามให้เวลาประชุมที่ต้องแปลภาษาญี่ปุ่นเป็นอังกฤษให้รองผู้อำนวยการชาวคานาดา

ก่อนไปเรียนญี่ปุ่นเห็นอาจารย์ฝรั่งและญี่ปุ่นสอนดีมาก ก็คงมีเชื้ออยากเป็นอาจารย์อยู่แล้ว แต่ยังไม่มาก พอไปเรียนที่อเมริกา ประทับใจมาก เพราะมีแต่อาจารย์สอนเก่งๆ ก็เลยยิ่งแน่ใจว่า ทางเลือกมีอยู่ทางเดียว คือ เป็นอาจารย์

พอกลับไปเมืองไทย เพื่อนเรียกไปช่วยงานบริษัทพี่ชาย ไปทำอยู่สามวัน รู้เลยว่า ต่อให้เงินเดือนมากแค่ไหน ก็ไม่มีทางไปทำงานบริษัท เพราะน่าเบื่อ ไม่ชอบ จากนั้น ไม่เคยคิดอยากจะทำงานบริษัทแม้แต่น้อย ยิ่งบริษัทดังๆ ญี่ปุ่นมาทาบทาม ต่อให้ช้างฉุดก็ไม่ไป

...... ส่วนตั๊ว ..ส่วนตัว ศ.ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์

(ภาพ : นิฮงงะสองภาพได้จากการที่ทำงานหนักมากตอนกลับไปสอนที่เมืองไทย หลังจากจบจากอเมริกา เลยต้องไปผ่อนคลายวาดรูปอาทิตย์ละครั้ง และวาดได้อยู่สี่ภาพ มีคนเยอรมันขอซื้อไปหนึ่งภาพ เหลือเก็บไว้โชว์สองภาพ บ้านพักที่อเมริกาค่ะ)

ปัจจุบันทราบว่าอาจารย์อยู่ที่อเมริกา ไม่ทราบว่าอยู่รัฐไหนคะ

อยู่รัฐคาลิฟอร์เนียร์ อยู่เมืองเล็กๆ แต่อยู่ใกล้บริษัทดังมากชื่อ ออราเคิล เป็นเมืองที่สวยงาม สะอาด เพราะมีบริษัทใหญ่โตนี้อยู่เงียบสงบ และมีป่าให้เดินทุกเช้า ชอบมาก

งานที่อาจารย์ทำที่อเมริกาตอนนี้ทำอะไรอยู่เหรอคะ

งานที่ทำหรือคะ ไม่ได้ทำอะไร และไม่คิดจะไปทำงานอะไรอีกแล้ว จึงตัดสินใจลาออกจากญี่ปุ่นเพราะอยากใช้เวลามานั่งเขียน และแปลหนังสืออย่างจริงจัง เพราะรักและผูกพันกับมันมากค่ะ

ปัจจุบันอาจารย์อยู่ที่อเมริกากับใครคะ

อาจารย์ไปญี่ปุ่นก็คนเดียว มาเรียนอเมริกาก็คนเดียว ตอนนี้ก็อยู่กับแฟนชาวอังกฤษ จบปริญญาเอกทางด้านฟิสิกสฺ์ คณิตศาสตร์ จากอังกฤษ เป็นนักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์

ตอนนี้ได้เงินโพรเจ็กสองปี จากรัฐบาลอเมริกา ให้สร้าง ไมโครสโคป ไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นยังไง เพราะในโลกนี้เรายังไม่มีไมโครสโคปดีๆ ไว้ใช้ คงต้องช่วยกันลุ้น เพื่อวิทยาการของโลกเรา

ว่าไปแล้วเราเหมือนเพื่อนกันมากกว่า เพราะเราชอบคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน วันๆ ก็เลยสนุกสนานกับการคุยเรื่องที่มีสาระที่ต่างคนก็สนใจ

ชอบอ่านหนังสือเหมือนกัน เลยคุยกันรู้เรื่อง และชอบเล่าสู่กันฟัง ไม่ต้องกลัวหรือเกรงใจว่า เขาจะหาว่าเราเป็นผู้หญิงทำเป็นเก่งไปได้ ไม่ต้องถูกกดขี่เพศเหมือนสาวญี่ปุ่น

แล้วอาจารย์จะอยู่อเมริกาตลอดไปเลยรึป่าวคะ จะกลับมาอยู่เมืองไทยอีกมั้ยคะ

ยังไม่ทราบ เพราะกลับไปเมืองไทย จะมีปัญหาเรื่อง ภูมิแพ้เพราะอากาศเป็นพิษจากควันรถ และฝุ่น เวลาเดินต้องเอาผ้าเช็ดหน้าปิดจมูก เพราะคออ่อนแอมาก อยู่ญี่ปุ่นเป็นโรคภูมิแพ้เกสรดอกไม้อย่างหนัก ออกไปข้างนอกไม่ได้เป็นเดือน ทำให้ต้องตัดสินใจว่า จะเลือกเอาเงินเดือนสูงๆ ที่ได้รับทุกเดือนจากมหาวิทยาลัย หรือจะเลือกสุขภาพของตัวเองมากกว่า

แต่มีความผูกพันกับเมืองไทยมาก เพราะภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทย และชอบความมีน้ำใจแบบไทยๆ ของเรา

..... งานอดิเรก ศ.ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์

Who moved my cheese? หนังสือเล่มโปรด หรือหนังสือเล่มที่อาจารย์ชอบที่สุดคือหนังสือเรื่องอะไร ของใครคะ

หนังสือเล่มโปรดคงจะเป็นหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตตัวเอง ตอนที่ป่วยมากเพราะโรคภูมิแพ้ในญี่ปุ่น พอดีซื้อหนังสือ Who moved my cheese? นอนอ่านออกไปไหนไม่ได้ เป็นเดือน พออ่านเสร็จก็เลยตาสว่าง ถามตัวเองว่าจะทนกับชีวิตแบบนี้ไปเพื่ออะไร ในเมื่อมีทางเลือกอื่นอีกเยอะ ก็เลยตัดสินใจลาออกจากงานสอนที่ญี่ปุ่น (ลองอ่านหนังสือเล่มโปรดของอาจารย์กันได้ที่นี่ค่ะ/japankiku)

ปกติอาจารย์ฟังเพลงแนวไหนเหรอคะ เพลงฝรั่ง ไทย หรือญี่ปุ่นคะ และเพลงไหนที่อาจารย์ชอบเป็นพิเศษบ้างคะ

ตอนที่อยู่ญี่ปุ่นตอนไปใหม่ๆ ชอบเพลงญี่ปุ่นมากค่ะ เพลงไทยก็ชอบค่ะ ชอบเพลงคลาสิกเมื่อไปญี่ปุ่นเพราะพ่อบ้านเปิดทุกเช้า พอไปอเมริกา มีโอกาสนั่งฟังเพลงแคลสซิคที่ร้านกาแฟ ของโมซาส บ๊าค และวิเวลดี ชอบมาก

เพลงที่อาจารย์ชอบมากที่สุดตอนอยู่ญี่ปุ่น คือ ดะเระโมะ อินะอิ อุมิ (dare mo inai umi) เป็นเพลงที่เข้ากับความรู้สึกตอนนั้นมาก เพราะพูดถึงฤดูใบไม้ร่วง เป็นฤดูที่เหงามาก สำหรับคนที่จากบ้าน จากพ่อแม่พี่น้อง และเพื่อนๆ มาเรียนในญี่ปุ่นคนเดียว ไม่มีญาติพี่น้องสักคน อยู่ได้ห้าหกเดือน เหงาจริงๆ ฟังแล้วมีกำลังใจดี ทำให้มีกำลังใจสู้กับชีวิตคนเดียวในญี่ปุ่นว่ายังไง เราก็เอาตัวรอดได้ ไม่ว่าจะเหงาแค่ไหน  


dare mo inai umi เพลงนี้เป็นเพลงของ Mizuki Ichirou เจ้าพ่อเพลงการ์ตูน
วางแผงเมื่อเดือนเมษายน 1970 / japankiku

เพลงที่ชอบมากอีกเพลงคือ เพลงของ โมะริยะมะ เรียวโคะ (Moriyama Ryoko) ชื่อเพลง โคะโนะ ฮิโระอิ โนะ ฮะระ อิปปะอิ (Kono hiroi no haraippai) เพลงนี้ตรงกันข้ามกับเพลง ดะเระ โมะ อินะอิ อุมิ เพราะฟังแล้วสบายใจมาก สดชื่น เหมือนอยู่ทุ่งกว้างจริงๆ

 
Moriyama Ryoko เป็นทั้งนักร้อง, นักแต่งเพลง และเป็นนักแสดงในยุค 60 จนถึงปัจจุบัน
และได้รับความนิยมอย่างสูง เพลงฮิตของเธอเช่น nanda sousou, Sato kibi Batake,
Kono hiroi nohara ippai, Dona dona ดู clip ประวัติของเธอที่นี่ /japankiku

เพลงของคะยะมะ ยูโซ (Kayama Yuzo) โดยเฉพาะ คิมิ โตะ อิทซึมะเดะโมะ (Kimi to itsumademo) (จะอยู่กับคุณชั่วนิจนิรันดร์) เพียงแค่ชื่อเพลงก็โรแมนติกเหลือเกิน แถมพอเริ่มเสียงเพลง สมัยนั้นแฟนๆ จะร้องกันกรี๊ดเลยค่ะ เพราะเสียงของคะยะมะ เพราะมาก ตอนนั้นก็อายุไม่น้อยแล้วนะคะ แถมยังเป็นเพลงที่มีภาษาพูดคั่นกลางด้วย พอได้ยินเพลงนี้ ยิ่งทำให้อยากเรียนภาษาญี่ปุ่นเก่งๆ เพราะฟังแล้วเพราะมาก

 

และเพลง ของ อิทซึวะ มะยุมิ (Itsuwa Mayumi) ชื่อ โคะอิบิโตะ โยะ (Koibito Yo) (ที่รักของฉัน) เป็นเพลงฮิตที่สุดที่เธอแต่งเมื่อตอนอายุ18 เป็นเรื่องของความรัก จำได้ว่าเธอให้สัมภาษณ์ว่า พอแต่งเพลงนี้ออกมา ก็รู้ว่าจากนี้ไปก็คงเลือกอาชีพนี้

ตอนนั้นไม่ว่าไปคะระโอะเคะที่ไหน หนุ่มญี่ปุ่นจะต้องร้องเพลงนี้ แม้แต่ตอนสอนที่กรุงเทพฯไปเที่ยวกับอาจารย์ญี่ปุ่น อาจารย์ญี่ปุ่นจะต้องร้องเพลงนี้ทุกครั้ง เพลงเพราะมากแต่ร้องยากมาก

เสียงของมะยุมิ ไพเราะมาก นั่งฟังในห้องคนเดียว พร้อมกับจิบชาร้อนๆ สักแก้วจะซาบซึ้งมาก

 
Itsuwa Mayumi มีชื่อเสียงโด่งดังมากในยุค 80 เพลงของเธอเป็นเพลงอมตะของญี่ปุ่นหลายเพลง
เธอร้องและแต่งเพลงเอง เพลงฮิตของเธอเช่น Ribaibaru (Revival) , kokoro no tomo, amayadori / japankiku

และเพลงของ ซุบะรุ (Subaru) ของ ทะนิมุระ ชินจิ (Tanimura Shinji) เนื้อร้องภาษาไทยก็ซึ้งมาก เพราะนักศึกษาไทยที่เรียนภาษาญี่ปุ่นร้องให้ฟังร่วมกันตอนจะลาออกไปทำงานที่ญี่ปุ่น

 

มีอีกเยอะนะคะ เอาแค่นี้ สมัยสาวๆ ก็อย่างงี้แหละค่ะ อี โอะโมะอิเดะ อิปปะอิ มีแต่ความหลังดีๆ ให้จดให้จำ

เวลาอาจารย์เครียดจากการทำงานอาจารย์มีวิธีพักผ่อนยังไงคะ
สมัยอยู่ญี่ปุ่นจะเล่นแบดมินตันกับรุ่นพี่เป็นประจำ ตอนไปอเมริกาจะออกไปวิ่งทุกเย็น แต่อยู่เบอร์กเล่ย ตีเทนนิส ทุกวันค่ะและชอบนั่งอ่านหนังสือ จดบันทึกประจำวันเวลาเครียดๆ และเซ็งส์

อาจารย์ชอบอาหารญี่ปุ่นอะไรที่สุดคะ / อาหารไทยจานโปรดที่ชอบทาน / อาหารฝรั่งจานโปรดของอาจารย์ล่ะคะ คืออะไร

อาหารญี่ปุ่นชอบ ปลาดิบและซุชิที่สุด
อาหารไทยชอบ ทอดมันปลาที่สุด
อาหารฝรั่งจานโปรด คงเป็นอาหารอิตาลีนะคะเพราะทานที่อิตาลีอร่อยมาก ไปมาสี่ครั้ง


(ภาพ : วันเกิดแทนที่จะไปกินข้างนอก ทานข้าวกันที่บ้าน
ปลาดิบซื้อจากร้านซุปเปอร์ญี่ปุ่น แล้วมาหั่นและทำเองค่ะ
อยากทานชิ้นไหนบอกนะคะ เห็นหอยเม่นไหมคะ
ทั้งกล่องเลยนะคะ ไม่ได้กินหรอกนะคะแบบนี้ในญี่ปุ่น เพราะหมดตัวเสียก่อน
ที่อเมริกาถูกกว่าค่ะ แต่ก็ยังแพง)

..... ขีด ขีด เขียน เขียน ศ.ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์

หนังสือที่อาจารย์แต่งเล่มแรกคืออะไรคะ

มองแดนซากุระ

หนังสือเล่มแรกที่อาจารย์แปลคืออะไรคะ

หนังสือชุด สนุกกับภาษาญี่ปุ่น

ตอนนี้ (ปี 2550) อาจารย์มีกำลังจะมีผลงานการเขียนและการแปลเล่มไหนค่ะที่ยังไม่ได้วางจำหน่าย

กำลังเรียบเรียง สนุกกับภาษาญี่ปุ่นอยู่ เพราะคิดว่า พอมานั่งอ่านตอนนี้ หลังจากที่แปลออกไปแล้วเกือบยี่สิบปี คิดว่า คนอ่านคงยังไม่เข้าใจดีนัก เพราะปัญหาเรื่องวัฒนธรรม จึงคิดว่า จะต้องเพิ่มคำอธิบายเข้าไปในหนังสือชุดนี้ เมื่อเรียบเรียงใหม่

ส่วนเรื่องที่กำลังแปลอยู่คือ วรรณกรรมเล่มใหม่ เพราะยังมีอะไรที่ควรจะต้องแปลออกมาให้แฟนๆ ได้อ่าน ได้ความรู้จะได้รู้จักญี่ปุ่นดีมากขึ้น

เรื่องที่กำลังจะต้องรวบรวมและเขียนออกมาก็คือ เรื่องราวยี่สิบปีของชีวิตปรียากับภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเขียนลงในวารสารภาษาญี่ปุ่น เป็นเวลาหนึ่งปี (สิบสองเรื่อง) และคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ถ้าทำออกมาเป็นสองภาษาให้แฟนๆ ได้อ่าน เพื่อจะได้ความรู้ และรู้จักญี่ปุ่นดีมากขึ้น

กำลังเขียนรวบรวมตำนานอาหารญี่ปุ่นฯ ในอีกแนวหนึ่ง หรือเป็นเล่มสอง เพราะมีความสนใจ และมีความรู้อย่างมากกำลังเขียนและค้นคว้ากันอยู่

นอกจากนั้นถ้าเป็นไปได้ จะเขียนรวบรวมเกี่ยวกับเรื่องความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมจากสายตาคนไทยที่มองคนญี่ปุ่น

ตั้งแต่ไปพูด เป็นวิทยากรที่ได้รับเชิญตามสถานที่ต่างๆ ตลอดเวลาสิบสี่ปีที่ทำงานที่ญี่ปุ่น
และที่เขียนเป็นบทความให้วารสารญี่ปุ่น ทุกเดือนเป็นระยะเวลาสองปี ล้วนเป็นสิ่งที่ควรจะพยายามทำเป็นภาษาไทยให้คนไทยได้อ่าน ไม่ใช่ให้คนญี่ปุ่นรู้จักเราอย่างเดียว เราก็ต้องรู้เขาด้วย

ผลงานเขียน / แปล เล่มไหนที่อาจารย์ภาคภูมิใจที่สุด

งานเขียนที่ภาคภูมิใจที่สุด คงจะเป็น หนังสือเรียนและเอาตัวรอดในญี่ปุ่น เพราะได้ทำสิ่งที่ฝันไว้ก็คือ เขียนหนังสือที่ให้คนไทยเอาติดตัวไปญี่ปุ่นจะได้ไม่ต้องลำบากเหมือนตัวเอง

งาน แปลเล่มที่ภาคภูมิใจที่สุด ก็คือชุด สนุกกับภาษาญี่ปุ่น ซึ่งมีทั้งหมดสิบเล่ม ได้ตามความตั้งใจ ในเวลาเจ็ดปี ทำให้คนไทยมีหนังสือเกียวกับภาษาญี่ปุ่นเหมือนชาติอื่นติดตัวไว้ใช้ได้ และยังเป็นหนังสือที่ทางมูลนิธิญี่ปุ่นเล็งเห็นความสำคัญให้เงินช่วยค่าพิมพ์
ร่วมกับดอกหญ้า เพราะไม่มีสำนักพิมพ์ไหนเห็นความสำคัญของหนังสือชุดนี้ เพราะคิดว่า ขายไม่ได้เงิน แต่ออกมาเดือนเดียว หมดเกลี้ยง สามพันเล่ม

งานเขียน / แปล เล่มไหนที่อาจารย์คิดว่ายากที่สุดกว่าจะทำออกมาได้

เล่มที่ยากที่สุด คงเป็นเล่มล่าสุด คือ ตำนานอาหารญี่ปุ่นฯ เพราะว่าต้องอ่านเอกสารที่เป็นภาษาญี่ปุ่นเก่าๆ แต่โชคดีที่เรียนที่อเมริกา ทำให้สามารถที่จะเข้าใจได้ และมีเนื้อหาทางด้านเกี่ยวกับสุขภาพด้วย ก็เลยยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ต้องค้นจนแน่ใจว่า หมายถึงอะไร แต่ดีใจที่ทำออกมาได้สำเร็จ เพราะตัวเองก็ได้ความรู้อย่างมาก และตั้งใจที่จะทำเล่มต่อไป เพราะอยากจะเรียนรู้มากยิ่งขึ้น

อาจารย์มีงานเขียนที่แต่งเองทั้งหมดกี่เล่ม และงานแปลทั้งหมดกี่เล่มแล้วคะ

ที่เขียนเองรวมทั้งภาษาญี่ปุ่น เอาคร่าวๆ นะคะ มี 10 เล่ม คงไม่ต้องนับบทความตามหนังสือและวารสารญี่ปุ่นต่างๆ ของญี่ปุ่นและในอเมริกานะคะ เพราะจำไม่ได้

ที่เขียนร่วมทั้งภาษาไทย ภาษาญี่ปุ่น และภาษาอังกฤษ มีประมาณ 5 เล่ม

งานแปลทั้งหมดมีประมาณ 24 เล่ม

งานเขียนกับงานแปลอาจารย์ชอบงานไหนมากกว่ากันคะ

ชอบทั้งสองอย่าง จำได้ว่า อาจารย์ที่สอนที่มหาวิทยาลยเบอร์กเล่ย์เคยสอนไว้ว่า

งานแปลเป็นงานที่ต้องรับผิดชอบอย่างมาก เพราะว่า ถ้าเราแปลไม่เก่ง ไม่ได้อรรถรส คนอ่านจะเข้าใจผิดคิดว่า หนังสือไม่ดี แต่ที่จริงเป็นความผิดของคนแปลที่แปลไม่ดี ส่วนงานเขียน เป็นงานที่เรารับผิดชอบของเราเอง ถ้าเขียนไม่ดี คนวิจารณ์ว่าไม่ดี คนที่ถูกวิจารณ์คือ ตัวผู้เขียนเอง ความรับผิดชอบเบากว่างานแปล เพราะคนว่าเราโดยตรง

ดังนั้น ชอบทั้งสองอย่างค่ะ

ถ้าอาจารย์ไม่ได้เป็นนักเขียน/แปล อาจารย์อยากทำอะไรมากที่สุดคะ

ก็คงเป็นอาจารย์ไปเรื่อยๆ เพราะรักที่จะถ่ายทอด และรักที่จะเห็นศิษย์โต มีความคิดความอ่าน จากผลการลงทุนลงแรงของคนสอน


(ภาพ : ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเนื่องในงานฉลองวันเกิดครบรอบเจ็ดสิบปี
อาจารย์ ยุคิโคะ ซะคะตะ อาจารย์ผู้ซึ่งให้ความรักความอบอุ่น และให้กำลังใจมาตลอด
มีโอกาสได้ตอบแทนด้วยการเป็นหนึ่งในจำนวนลูกศิษย์ที่อาจารย์ขอให้เขียนบทความ
วิจัยในหนังสือรวมเล่มครบรอบอายุเจ็ดสิบปี
)

...... เมื่ออยู่ญี่ปุ่น ศ.ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์

อาจารย์ใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นทั้งหมดกี่ปีคะ

เกือบ 20 ปีขาดไม่กี่เดือนค่ะ


(ภาพ : งานสัมนาที่ศูนย์ญี่ปุ่น แล้วก็มีบงโอะโดะริ ฉลองกันหน่อยค่ะคงจำหน้าได้นะคะ)

อยากให้ช่วยเล่าว่าตอนอยู่ญี่ปุ่นอยู่กับใคร มีบ้านที่นั่นด้วยรึป่าวคะ

อยู่กับพ่อบ้านแม่บ้าน อยู่หอคนเดียว และตามที่ทราบอยู่กับอดีตแฟนชาวญี่ปุ่นมีคอนโด แต่ไม่ชอบมีอะไรผูกพันเพราะทำให้เดินทางไปไหนไม่ได้

ทราบมาว่าอาจารย์เคยทำงานเป็่นข้าราชการประจำญี่ปุ่น สังกัดสถาบันวิจัยภาษาญี่ปุ่นแห่งประเทศญี่ปุ่น ตำแหน่งหัวหน้านักวิจัย ห้องวิจัยสาม ของศูนย์การศึกษาเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ. 2533 - 41 ไม่ทราบว่างานนี้ต้องทำอะไรบ้างเหรอคะ

เป็นหัวหน้าวิจัยห้องภาษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่มีอยู่คนเดียวก็คือ อาจารย์ค่ะ ไม่มีหัวหน้า มีแต่ในนาม แค่เซ็นเอกสารเวลาต้องไปเมืองนอก

ต้องสร้างโพรเจ็กเอง ต้องทำทุกอย่างเหมือนนักวิจัยญี่ปุ่น แต่ไม่ต้องบริหารงานสถาบัน เพราะว่าไม่ได้เปลี่ยนสัญชาติ ซึ่งตามที่เคยเขียนในหนังสือรู้จักญี่ปุ่นว่า ไม่อาจที่จะทิ้งความเป็นคนไทยได้ และไม่สมเหตุสมผลที่จะต้องเปลี่ยนสัญชาติเพื่อความก้าวหน้าทางการงาน ญี่ปุ่นจะต้องใจกว้างรับคนต่างชาติ อย่างไม่มีเงื่อนไข จึงสบายไม่ต้องทรมานเข้าประชุมระดับบริหารทำงานที่นั่น แปดปีกว่า ผลิตงานให้สถาบัน สองเล่ม หัวข้อวิจัย เรื่อง ไม่เป็นไร และยังบทความต่างๆ ที่ต้องเขียนให้ตามที่ต่างๆ

แล้วได้ทำงานร่วมกับคนญี่ปุ่นเป็นยังไงบ้างคะ ช่วยเล่าคร่าว ๆ ได้มั้ยคะ

ทำงานกับคนญี่ปุ่นหรือคะ ก่อนเข้าไปทำงานก็รู้ตัวเองว่า ถ้าเข้าไปทำงานกับคนญี่ปุ่น ถ้าคิดว่า ไม่สามารถที่จะทำได้ดีกว่าเขา หรือเท่าเทียมเขา อย่าได้เข้าไปให้เขาดูถูกเรา

เป็นนักวิจัยคนเดียวและคนแรกในสถาบัน ที่มีคนทำงานเจ็ดสิบกว่าคนตัดสินใจเข้าไปทำหลังจากไตร่ตรองอย่างดี เพราะชอบอะไรที่ท้าทาย เป็นคนแรกและคนเดียว ที่เขาจ้างฐานะเทียบเท่านักวิจัยญี่ปุ่น อยู่จนเกษียณได้เลย

อาจารย์เข้าใจดีว่า ผู้อำนวยการสถาบันผู้ซึ่งแต่งหนังสือ สนุกกับภาษาญี่ปุ่นตอนนั้น ต้องการอาจารย์ให้เข้าไปเป็น พันธมิตรเข้าไปล้างสมอง คนญี่ปุ่นหัวเก่าๆ ก็เลยมีการส่งเพื่อนที่เป็นนักวิจัยให้มาทาบทามให้ไปทำงานที่สถาบัน

ตอนนั้นได้รับการขอร้องให้ไปสอนภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยเอกชนจากอธิการ แต่ไม่คิดว่าน่าสนใจ เพราะไม่ท้าทาย พอเข้าไปที่สถาบันก็ทำงานหนักมากไปที่ทำงานแต่เช้า กลับตอนดึก เพราะเป็นเวลาที่จะได้ทำงานอย่างเต็มที่

สนุกกับงานวิจัย เพราะได้ทำงานที่ตัวเองรัก ทางสถาบันก็ขึ้นขั้น และขึ้นเงินเดือนให้ปีละสองขั้น

ก็ยังแปลกใจ ขึ้นบ่อยจังอาจะเป็นเพราะมีผลงานออกมาให้อยู่เรื่อย และมีคนเรียกไปเป็นวิทยากร สร้างชื่อให้สถาบัน คงเป็นเหตุนั้นด้วยก็ได้

ทำที่สถาบัน สนุกดีมาก เข้ากับเพื่อนๆ ได้ดี แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้ไปสุงสิงแบบญี่ปุ่นนะคะ ทำงานแบบฝรั่งค่ะ ไม่ใช่ยึดแบบญี่ปุ่น

แล้วเมื่อปี 2541-45 อาจารย์ได้เป็นข้าราชการประจำญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยกะคุเงแห่งประเทศญี่ปุ่น ตำแหน่งศาตราจารย์ สังกัดศูนย์แลกเปลี่ยนนักศึกษานานาชาติ งานนี้เป็นยังไงบ้างคะ ช่วยเล่าให้ฟังด้วยค่ะ

งานนี้เป็นงานที่อยากทำ เพราะอยากเปลี่ยนประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ที่ว่า การสอนภาษาญี่ปุ่นเท่าที่ผ่านมา จะมีแต่คนญี่ปุ่นเท่านั้นที่สอนได้อาจารย์เคยเป็นวิทยากรและวิจารณ์เขาว่า

(ภาพ : หลังจากสอนเสร็จ ครูที่กำลังจะเป็นครูสอนภาษาญี่ปุ่นก็ขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกหลังจากการสอน

ทำไมคนญี่ปุ่นสอนภาษาฝรั่งเศส เยอรมันได้ แต่ทำไม ภาษาญี่ปุ่นไม่มีต่างชาติเข้าไปสอนเลยแม้สักคน ทั้งที่ต่างชาติทีเรียนจบที่ญี่ปุ่น สามารถที่จะสอนได้ดีกว่าในแง่ที่ว่า มีประสบการณ์การเรียนภาษาญี่ปุ่น สามารถที่จะรู้ว่า นักเรียนเข้าใจหรือไม่เข้าใจตรงไหน

ทำไมไม่ให้อาจารย์ญี่ปุ่น และอาจารย์ต่างชาติที่มีความรู้ทางด้านภาษาญี่ปุ่นเข้าไปร่วมกันสอน จะได้แบ่งหน้าที่และบทบาทกัน จากคำวิจารณ์มีผลกระทบอย่างมาก เพราะเขาก็คงรู้ปัญหามานานแล้ว

จากนั้นไม่นาน อาจารย์ก็ถูกทาบทามให้ไปสอนที่มหาวิทยาลัย เพื่อไปเป็นผู้รับผิดชอบสังกัดศูนย์แลกเปลี่ยนนักศึกษานานาชาติที่กำลัง จะเปิดใหม่และต้องการคนเข้าไปจัดการเรื่องศูนย์ฯ เลยเป็นศาสตราจารย์คนแรกในมหาวิทยาลัย และเป็นศาสตราจารย์คนแรกที่อายุไม่ถึงขั้นที่จะได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์เพราะเขามีกำหนดว่าอายุเท่าไรจึงจะเป็นศาสตราจารย์ได้ค่ะ อาจารย์ขาดไปสิบเดือน แต่ที่ประชุมคณาจารย์ ลงมติเป็นเอกฉันท์ เพราะผลงานที่ส่งไป มากเกินกว่าที่เขาต้องการ ก็เลยพิจารณาให้เป็นศาสตราจารย์คุมศูนย์แลกเปลี่ยนนักศึกษานานาชาติและยังต้องสอนนักศึกษาปริญญาตรี และโท ตลอดจนต้องเป็นอาจารย์ที่ปรึกษานักศึกษาปริญญาตรี และโททั้งนักศึกษาญี่ปุ่น และนักศึกษาต่างชาติ

(ภาพ ห้องวิจัยสาม เป็นห้องทำงานคนเดียว กว้างดี และเงียบโปรดสังเกต ไปทำงานก่อนเวลาทำงาน เพราะนักวิจัยเริ่มทำงาน สี่โมงเช้าค่ะกลางวันก็จะถือไม้เทนนิสไปตีกับเพื่อนเพราะมีสนามเทนนิส แต่ตีไค้เพียงสี่สิบห้านาทีเพราะพักเที่ยง ตอนเที่ยงสิบห้านาทีไม่มีกระดิ่งบอกเวลาเข้าทำงาน ทุกคนต้องรับผิดชอบกลับเข้าทำงานตรงตามเวลา)

การที่อาจารย์ได้เป็นข้าราชการในประเทศญี่ปุ่นนั้น ตอนที่จะเข้ารับราชการนั้นต้องมีการสอบเหมือนเมืองไทยหรือไม่คะ เพราะรู้สึกทึ่งมากที่คนต่างชาติได้รับราชการในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่ค่อนข้างเห็นคนต่างชาติเป็นคนนอกน่ะคะ (รู้สึกภูมิใจที่มีคนไทยที่ได้รับราชการที่ญี่ปุ่นคะ)

ระบบเหมือนในเมืองไทยค่ะ ต้องมีการส่งผลงานตามที่เขาแจ้งไว้ค่ะ แต่ไม่มีการสอบ จริงๆ แล้วเขามาทาบทามอย่างไม่เป็นทางการเรียบร้อยแล้วว่าต้องการตัวให้ไปช่วยสอน

มีคนส่งใบสมัครสอบมาก แต่ในที่สุดเขาก็เลือกอาจารย์ให้ไปเป็นอาจารย์ต่างชาติที่สอนในมหาวิทยาลัยรัฐบาล ทำให้มีโอกาสเปลี่ยนประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นใหม่ที่ว่าเป็นชาวต่างชาติและศาสตราจารย์คนแรกที่สอนภาษาญี่ปุ่นให้นักเรียนต่างชาติที่มาจากทั่วโลก


(ภาพ ศิษย์ทั้งหลายจำวันเกิดอาจารย์ได้ เพราะเกิดหลังจากวันทะนะบะตะ หนึ่งวัน
ศิษย์เลยสร้างความแปลกใจด้วยการจัดงานฉลองวันเกิดให้ค่ะ
ในภาพแต่ละคนตอนนี้ทำอะไรกันอยู่คะ
)

..... ถึงแฟน ๆ ศ.ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์

อยากบอกอะไรแฟน ๆ หนังสือของอาจารย์บ้างคะ

อยากจะบอกแฟนๆ ให้ทราบว่า หนังสือของอาจารย์เป็นหนังสือ ที่ต้องผ่านการกลั่นกรองว่ามีประโยชน์ เพราะคลุกคลีกกับภาษาญี่ปุ่น และวัฒนธรรมมาจะ สีสิบปีในอีกไม่กีปีข้างหน้า

อยากเขียนหนังสือดีๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่อาจารย์ไทยที่ต้องสอนภาษาญี่ปุ่น แต่ไม่มีโอกาสได้เรียนที่ญี่ปุ่นเต็มที่ จะได้ใช้เป็นคู่มือในการสอนเหมือนที่เคยปรับทุกข์กับอาจารย์ตอนที่อบรมอาจารย์ไทยที่ญี่ปุ่น

ส่วนนักศึกษาก็อยากให้รู้จักขวนขวาย หาหนังสือมาอ่านและเรียนเองเพิ่มเติม ไม่ใช่เรียนแต่ตำราเพื่อเอาตัวรอดตอนสอบเท่านั้น

และสำหรับแฟนๆ ที่สนใจญี่ปุ่น ก็สามารถที่จะแสวงหาความรู้เพิ่มได้ ไม่น้อยหน้าคนที่ไปเรียนที่ญี่ปุ่น จากหนังสือต่างๆ ที่รวบรวมเขียนขึ้นมา

แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า แต่ละท่านจะเล็งเห็นคุณค่าของหนังสือแต่ละเล่มที่อาจารย์ ทำออกมาหรือไม่ และหาซื้อไปใช้ ไปอ่านอย่างจริงจังหรือไม่ คุณค่าของหนังสือแต่ละเล่ม อยู่ที่ทุกท่านจะให้คุณค่ากับมัน อาจารย์ กำหนดคุณค่าของมันไม่ได้

(ภาพ : ภาพนี้ถ่ายเมื่อตอนกลับไปเที่ยวกท เมื่อเดือนพย ถึงกรกฎา ลูกศิษย์พาอาจารย์ไปเลี้ยงอาหารสุขภาพค่ะ คงคุ้นหน้านะคะ ดร สุณีย์รัตน์ อจ ประภา และบุณย์วีร์)

อาจารย์ช่วยให้กำลังใจคนที่กำลังเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่หน่อยค่ะ เพราะหลายคนอาจจะคิดว่าภาษาญี่ปุ่นยากเกินความพยายาม จนถอดใจไปแล้วก็คงไม่น้อย

ภาษาทุกภาษามีความยากง่ายต่างกัน ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษายาก แต่เมื่อเทียบกับภาษาฝรั่งเศส อาจารย์ก็ว่ามันก็ยากแต่สิ่งที่ทุกคนลืมไปก็คือ ภาษามีกฎเกณฑ์ ถ้าเราพยายามเรียนแบบเข้าใจเราก็จะเรียนได้สนุก และอีกอย่างถ้าเราคิดว่ามันยาก มันยาก ก่อนจะเรียนเราก็หมดแรงสู้แล้ว

นอกจากนั้น ในการเรียนภาษาหรือ เรียนอะไรก็ตาม ที่สำคัญที่สุดก็คือท่าทีของเรา ถ้าเราให้คำตอบตัวเราเองก่อนที่จะเรียนว่าเราทำไม่ได้ เราก็ไม่มีทางที่จะทำได้

เราต้องบอกตัวเราเองว่า คนอื่นเขายังเรียนได้ ทำไมเราจะเรียนไม่ได้

ทุกคนเรียนได้ค่ะ แต่ต้องมีใจรัก และทุ่มเทกับมัน ให้มันรู้ไปว่าเรียนไม่ได้เราไม่ต้องไปแข่ง หรือเทียบกับคนอื่น เราแข่งกับตัวเราเองก็พอแล้วค่ะ

ขอให้พยายามอย่าได้ท้อถอย สักวันเราก็จะถึงจุดมุ่งหมายของเรา

ปรียา อิงคาภิรมย์

บทสัมภาษณ์ที่Japankiku นำมาฝากแฟน ๆ หนังสือของอาจารย์ปรียา อาจจะตกประเด็นอะไรไป ยังไงก็สามารถเข้าไปฝากคำถามเรื่องต่าง ๆ กับอาจารย์ โดยเฉพาะเรื่องภาษาญี่ปุ่น หรือวัฒนธรรมญี่ปุ่นสามารถเข้าไปถามอาจารย์ได้โดยตรงที่ สนุกกับภาษาญี่ปุ่น กับ ศ.ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์

หนังสือเล่มล่าสุดของอาจารย์ปรียา ตำนานอาหารญี่ปุ่น

ชื่อจริง
ศ.ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์
ชื่อเล่น อาจารย์กุ้ง
การศึกษา
ปริญญาเอก - มหาวิทยาลัยคาลิฟอร์เนียร์ เบอร์กเล่ย
ปริญญาโท - มหาวิทยาลัยโตเกียวภาษาต่างประเทศ
การสอนภาษาญี่ปุ่นให้แก่ชาวต่างชาติ และภาษาศาสตร์ญี่ปุ่น
ปริญญาตรี - มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คณะศิลปศาสตร์ เอก ภาษาอังกฤษ โท ภาษาญี่ปุ่น เกียรตินิยมดีมาก
มศ  4-5 - โรงเรียนเซ็นฟรังซิสซาเวียร์ คอนแวนต์
ป.5 - มศ 3 - โรงเรียน อัสสัมชัญศึกษา
ป.1-4 - โรงเรียนประสารอักษร
วันเกิด 8 กรกฎาคม
เคล็ดลับดูแลรูปร่าง

ตีแบดมินตัน เทนนิส ตอนอยู่ญี่ปุ่น ตีเทนนิส จ๊อกกิ้ง แทบทุกวันตอนไปเรียนที่เบอร์กเล่ย เต้นแอโรบิกตอนกลับไปเมืองไทย ตอนนี้ก็ยังออกกำลังกาย เดินป่าทุกเช้า และไปออกกำลังกายด้วยเครื่องที่ฟิสเนสคลับทุกเย็น ไม่กินอาหารที่มีไขมัน นมเนย

ติดต่ออาจารย์ ศ.ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์ Web Board
สามารถเข้าไปฝากคำถามเรื่องต่าง ๆ กับอาจารย์ โดยเฉพาะเรื่องภาษาญี่ปุ่น หรือวัฒนธรรมญี่ปุ่นเข้าไปถามอาจารย์ได้โดยตรงที่ สนุกกับภาษาญี่ปุ่น กับ ศ.ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์
ภาพนี้เป็นภาพที่กำลังเริ่มขีดเขียนบทความเกี่ยวกับญี่ปุ่นให้กับหนังสือพิมพ์ไทย ที่พิมพ์ในลอสแอนเจลิส เขียนตั้งแต่เมื่อ 27 ปีที่แล้ว จากนั้นมาจนถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังนั่งขีดนั่งเขียนพร้อมกับโคมไฟเพื่อนรัก
การศึกษาและการทำงาน
พ.ศ.2545-ปัจจุบัน ปัจจุบันทำงานด้านการเขียน และแปล เป็นนักเขียนอิสระ อยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
พ.ศ.2541-45 เป็นข้าราชการประจำญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยกะคุงแห่งประเทศญี่ปุ่น ตำแหน่งศาสตราจารย์ สังกัดศูนย์แลกเปลี่ยนนักศึกษานานาชาติ
พ.ศ.2533-41 เป็นข้าราชการประจำญี่ปุ่น สังกัดสถาบันวิจัยภาษาญี่ปุ่นแห่งประเทศญี่ปุ่น ตำแหน่งหัวหน้านักวิจัย ห้องวิจัยสาม ของศูนย์การศึกษาเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่น
พ.ศ.2531-38 เป็นอาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยเอเชีย ในโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
พ.ศ.2528-31 เป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่น สาขาภาษาญี่ปุ่นคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ และอาจารย์พิเศษสอนภาษาญี่ปุ่นที่สำนักข่าวสารญี่ปุ่น
พ.ศ.2528 จบปริญาเอกด้าน ภาษาและสังคมวิทยา (Sociolinguistics) จากมหาวิทยาลัยเบิร์กเลย์
พ.ศ.2524-28 ได้รับทุนเข้าเรียนต่อปริญญาเอกจากมูลนิธิญี่ปุ่น (Japan Foundation)
พ.ศ.2523-24 ได้รับทุนเข้าเรียนปริญญาเอกจากมูลนิธิ Harvard Yenching และทุนการศึกษาวิจัยจากมหาวิทยาลัยเบิร์กเลย์
พ.ศ.2522-23 เป็นผู้ช่วยวิจัยที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด รัฐแมสซาชูเซตส์ อเมริกา
พ.ศ.2521 จบปริญญาโท ด้านภาษาศาสตร์ญี่ปุ่นและการสอนภาษาญี่ปุ่นแก่นักเรียนต่างชาติ มหาวิทยาลัยโตเกียวภาษาต่างประเทศ
พ.ศ. 2518-19 ทำวิจัยภาษาญี่ปุ่นที่มหาวิทยาลัยโตเกียวภาษาต่างประเทศ
พ.ศ.2517-18 ได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไปทำวิจัยด้านภาษาญี่ปุ่นที่มหาวิทยาลัยวาเซดะ
พ.ศ.2517 จบปริญญาตรีคณะศิลปศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ (เกียรตินิยมดีมาก) (โท ภาษาญี่ปุ่น) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
งานเขียน/แปล ของอาจารย์

ตำนานอาหารญี่ปุ่น ที่ใครๆ ก็ไม่เคยรู้มาก่อน วัฒนธรรมการกินแบบญี่ปุ่น ความเป็นมาของอาหารประเภทพืชผัก สัตว์เลี้ยงที่นำมาประกอบเป็นอาหาร วิธีผลิตและขั้นตอนเครื่องปรุงรสอาหาร เครื่องเทศของญี่ปุ่น ตลอดจนวิธีการทำอาหารญี่ปุ่นแบบง่ายๆ มาเพิ่มสีสันให้ท่านผู้อ่านลองหัดทำ นอกจากนั้นผู้อ่านยังมีโอกาสได้สัมผัสกับเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ญี่ปุ่น ความผูกพันที่คนญี่ปุ่นมีต่อธรรมชาติอย่างมาก หาซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

สั่งซื้อ SE-ED Book

ภาพริมสระน้ำ เป็นวรรณกรรมอมตะที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายของญี่ปุ่น  เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นช่วงที่ญี่ปุ่นแพ้สงคราม  จึงต้องเร่งฟื้นฟูและพัฒนาประเทศอย่างเร่งด่วน  เพื่อยกระดับประเทศในทุกๆ ด้าน การปกครองให้ทัดเทียมกับประเทศในแถบตะวันตก  จนเกิดปัญหาขึ้นในครอบครัว

สั่งซื้อ Dok Ya Book

โคะโคะโระ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย และการแสวงหาของเด็กหนุ่มนักศึกษาผู้เปลี่ยวเหงา หนทางสายนั้นอาจมืดมน แต่การแสวงหาย่อมไม่สิ้นสุด ... ณ เบื้องหน้าอาจมีโคมไฟสว่างวาม ส่องสะท้อนทู่พลังแห่งศรัทธาอันคงมั่น.. แม้ว่าปลายทางสายนั้นคือหลุมฝังศพ หรือการดับสลายของดวงโคมแห่งศรัทธา แต่คุณค่าแห่การแสวงหานั้น ยิ่งใหญ่นัก

สั่งซื้อ Dok Ya Book



สั่งซื้อ DokYa

สนุกกับภาษาญี่ปุ่น 1-5 เป็นหนังสือรวมเล่มจากเรื่องทั้งหมด 10 เรื่องซึ่งเคยตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เจแปนไทมส์  โดยใช้ชื่อเรื่อง “Nihongo Notes”  และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จนได้รับรางวัล “สิ่งตีพิมพ์ด้านวัฒนธรรมนานาชาติ ครั้งที่ 10” และเป็นหนังสือ 1 ใน 6 เล่มที่ได้เสนอชื่อเข้าชิงรางวัล สมาคมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางด้านสิ่งตีพิมพ์นานาชาติแห่งกรุงโตเกียว” นี่เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าหนังสือชุดนี้เป็นหนังสือดีอีกเล่มหนึ่งที่ผู้สนใจ ศึกษาภาษาญี่ปุ่นควรมีพกไว้ติดตัวไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน  เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นสำนวนทั่วๆ ไป ที่ใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆ


สั่งซื้อ DokYa

รู้จักญี่ปุ่น 1-3 มุมมองจากผู้ที่ได้สัมผัสและคุ้นเคยกับประเทศนี้มานานกว่า20ปี ได้ให้สาระที่แตกต่างกว่าที่คาดคิด ดุจดังเกาะเล็กๆ เกาะหนึ่งๆซึ่งบรรจุข้อมูล ความรู้วัฒนธรรมการดำรงอยู่และคำนิมของญี่ปุ่น เพื่อเป็นแนวทางการศึกษาค้นคว้าต่อไป


สั่งซื้อ SE-ED Book

ภาษาญี่ปุ่นเบื้องต้น ฉ.ประยุกต์ 1-2 +CD นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนการสอนภาษาญี่ปุ่น การเขียนตัวอักษรฮิระงะนะ การอ่านประโยคสั้นๆ บทสนทนาสั้นๆ พร้อมทั้งศัพท์ของแต่ละบท มีคำอธิบายและรูปแบบไวยากรณ์ไว้อย่างครบครัน นอกจากนี้ยังมีสัญลักษณ์การออกเสียงกำกับไว้ในแต่ละคำ เหมาะสำหรับคนที่เริ่มเรียนหรืออยากเรียนภาษาญี่ปุ่นแต่ไม่มีเวลาไปเรียน ตามโรงเรียน เพราะมีซีดี ประกอบการเรียนการสอนให้ได้ศึกษาได้ด้วยตนเอง

ไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่น  รวมไวยากรณ์ที่สำคัญภาษาญี่ปุ่นครบถ้วนทุกเรื่องราวที่คุณควรรู้ เรียบเรียงเนื้อหาไว้เป็นหมวดหมู่ชัดเจน โดยมีโครงสร้างการใช้ คำอ่าน คำแปลและคำอธิบายชัดเจน ง่ายสำหรับเรียนรู้ทำความเข้าใจ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้เป็นคู่มือ และแบบเรียนสำหรับนักศึกษาวิชาเอก ตลอดจนผู้สอนและผู้ที่สนใจภาษาญี่ปุ่น

สั่งซื้อ SE-ED Book

มองแดนซากุระ
เรียนและเอา
ตัวรอดในญี่ปุ่น
เจาะลึก ฟุคุชิการใช้คำกริยาวิเศษณ์ในภาษาญี่ปุ่น

มารยาทสังคมญี่ปุ่น หนังสืออ่านเพิ่มเติมวิชาสังคมศาสตร์เล่มนี้ ให้ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของชาวญี่ปุ่น อาทิเช่น การแสดงความเคารพ การเยี่ยมเยียน การต้อนรับแขก มารยาทในการรับประทานอาหาร การจัดดอกไม้ พิธีชงชา และวันสำคัญประจำปี เป็นต้น เนื้อหาเช่นนี้น่าสนใจและควรแก่การศึกษามาก เพราะในปัจจุบันประเทศไทยมีการติดต่อกับประเทศญี่ปุ่นมากทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม การได้เรียนรู้วัฒนธรรมประเพณีต่าง ๆ ของญี่ปุ่น ช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจและสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเหมาะสม อันจะส่งผลให้การติดต่อระหว่างกันเป็นไปด้วยมิตรภาพอันดี

- เรียนและเอาตัวรอดในอเมริกา
- คำเลียนแบบเสียงธรรมชาติ
- คำทักทายในภาษาญี่ปุ่น
- สนุกกับภาษาญี่ปุ่น 10 เล่ม
- เคล็ดลับการสนทนาภาษาญี่ปุ่น
- ประวัติวัฒนธรรมญี่ปุ่น
- ภาษาญี่ปุ่นเบื้องต้น [sound recording]
- กลยุทย์การสนทนาภาษาญี่ปุ่น และอื่นๆ อีกหลายเล่ม
ภาพนี้มีที่มาจาก อ.ปรียา อิงคาภิรมย์

ภาพนี้เป็นภาพที่อาจารย์ถ่ายตอนเดินจากที่พักไปยังอีกเมืองหนึ่งตอนที่ไปเที่ยวอิตาลี เมื่อปีที่แล้ว เป็นภาพที่สวยมาก ขอฝากดอกไม้เหล่านี้ เป็นของฝากถึงแฟนหนังสือ และศิษย์รักทุกคน

ด้วยความรักและคิดถึง
ปรียา อิงคาภิรมย์


ภาพอาจารย์กับดอกซากุระ

ภาพนี้ถ่ายเป็นที่ระลึก หลังจากใช้เวลาเกือบสามปี กว่าจะเขียนต้นฉบับเสร็จส่งไปให้ สนพ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ก่อนที่จะได้ฉลองวันปีใหม่ทั้งญี่ปุ่น และไทย เพียงเพื่ออยากให้คนไทยรู้เรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับอาหาร เครื่องปรุงที่เราใช้อยู่ทุกวันและเพื่อสุขภาพที่ดีของเราทุกคน หวังว่าทุกคนคงจะตื่นเต้นกับความรู้ใหม่ๆ ในเล่มนี้เหมือนผู้เขียน

ภาพซากุระกำลังบานสะพรั่งต้นเมษา ที่ชินจุคุเกียวเอน
ส่งมาให้แฟนหนังสือที่ยังไม่ได้เห็นซากุระของจริง สักวันคงได้ไป ซากุระไม่หายไปไหนค่ะ

สมัยที่เรียนปริญญาเอก ซัมเมอร์สอนภาษาญี่ปุ่นสูตรเร่งรัดให้นักศึกษาจากที่ต่างๆ ที่ไปเรียนที่เบอร์กเลย์ ทุกอาทิตย์จะมีกิจกรรมพานักศึกษาไปเรียนรู้วัฒนธรรม พาไปไชน่าเทาวน์ในซานฟรานซิสโก แล้วก็พาไปแจแปนทาวน์ เมื่อยี่สิบสี่ปีที่แล้ว

ภาพนักเรียนผู้ใหญ่ที่เรียนที่เอ็นเอชเค บุงคะเซนต้า หรือศูนย์วัฒนธรรม
เอ็นเอชเคที่โตเกียว ทุกคนเรียนภาษาไทยด้วยใจรักทั้งนั้น และชอบอาหารไทยทุกคน ไม่ได้ใช้ภาษาไทยในการทำงาน แต่รักเมืองไทยและไปเที่ยวเมืองไทยกันมาแล้วทั้งนั้น

นักเรียนผู้ใหญ่ที่เรียนภาษาไทยที่ เอนเอชเค บุงคะ เซนเตอร์ งานเลี้ยงส่ง กลับประเทศไทย เมื่อห้าปีที่แล้ว ส่วนใหญ่เรียนเพราะใจรักและชอบภาษาไทย ไม่ได้ใช้ภาษาไทยประกอบอาชีพ มีตั้งแต่หนุ่มมากถึงหนุ่มน้อยนะคะ

หลังจากทำงานหนักจากญี่ปุ่น กลับไปเที่ยวเมืองไทย แวะไปเที่ยวเชียงใหม่ ชอบเชียงใหม่มาก ตอนนั้นมีอาจารย์ญี่ปุ่นมีโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นที่นั่น แวะไปเยี่ยมและไปเที่ยวหมู่บ้านชาวเขาด้วย

ไปพูดที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตอนเย็นต้องไปคัมปะอิ แก้เหนื่อยกับอาจารย์ ไทย และญี่ปุ่น ประทับใจในการต้อนรับที่อบอุ่น ใครเป็นใครคงตกใจที่เห็นภาพพิเศษนี้

พาโอะโตซัง โอะคาซัง โทรุ และอะคิระ ไปเที่ยวงานคนไทย จะได้รู้จักคนไทย วัฒนธรรมไทย และอาหารไทย มีโอกาสใส่ชุดไทยเป็นครั้งแรกในญี่ปุ่นตื่นเต้นดี


ภาพแห่งความทรงจำ ถ่ายภาพร่วมกับ ศ โทมีต้า ที่เคยสอนอาจารย์ตั้งแต่อยู่ ธรรมศาสตร์ อาจารย์เป็นคนให้กำลังใจว่า ใครเรียนที่ดีสุด จะได้เดินทางไปเที่ยวและ เรียนต่อที่ญี่ปุ่น จากนั้นมาก็เลยเรียนให้ดีที่สุดเพื่อจะได้ไปญี่ปุ่น ถ่ายกับอาจารย์ก่อนที่อาจารย์จะลาจากโลกนี้ไปไม่กี่ปีตอนไปหาอาจารย์ที่บ้านพัก อาจารย์ทิ้งมรดกให้คนไทย คือ ดิกชั่นนารีไทย ญี่ปุ่น ให้พวกเราได้เรียนได้ใช้ เซนเซ โงะคุโร ซะมะ เดะชิตะ ขอบคุณอาจารย์โทมีต้าที่สอนว่า ศิษย์จะต้องเก่งกว่าครู จึงจะเจริญ


ภาพวันรับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยคาลิฟอร์เนียร์ เบอร์กเล่ย์ ถ่ายรูป หน้า Durant Hall ชั้นสองเป็นห้องสมุด ทำงานให้อาจารย์ที่ปรึกษาในวันเสาร์ทั้งวัน จนคนคิดว่าเป็นบรรณารักษ์ กว่าจะถึงวันนี้ ขอขอบคุณอาจารย์ทุกท่านที่ให้ความรู้และสั่งสอน และเจ้าของทุนที่ให้เงินทุนการศึกษามาตลอดตั้งแต่เหยียบออกจากประเทศไทยจนเรียนสำเร็จ


นักศึกษาต่างชาติที่ส่งไปเรียนส่วนใหญ่จะเป็นครูสอนตามโรงเรียน หรือเป็น นักศึกษาก็มีแต่ส่วนน้อย มีจากประเทศแม็กซิโก เกาหลี อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ จีนแผ่นดินใหญ่ อเมริกา และรัสเซีย งานเลี้ยงต้อนรับ มหาวิทยาลัยกะคุเง จะมีชื่อทางด้านการศึกษา และดนตรี


ห้องทำงานของอาจารย์ปรียา ที่ใช้เขียนหนังสือในปัจจุบัน


วันเกิด คือวันที่ 8 กรกฎาคม ปีนี้เพิ่งจะมีโอกาสเจอหน้าตาเพื่อนฝูงสมัย เรียนชั้นประถม มหาวิทยาลัย และเพื่อนใหม่ที่ฟิสเนสคลับ สุภาพบุรุษตัวใหญ่สุด คือ เพื่อนที่อาศัยอยู่ที่บ้านเดียวกัน เรย์มอนด์ หนุ่มน้อยสีเขียว เป็นแฟนสาวน้อย ชื่อ เจียง แฟน นารถ คนใส่ชุดสีชมภู คนใส่ลายดอกซ้ายสุด คือ ผกากรอง ต่อไป คือ สุภัทรา ขวาสุดตือ สุภาภรณ์ และคนกลาง คือ สุริยา ไม่ทราบว่ากี่สิบปีแล้วที่ไม่เคยมีโอกาสฉลองวันเกิดที่บ้านเกิดดีใจที่ได้ เจอเพื่อน ๆ ที่มาร่วมฉลองและเฮฮากัน

ขอมอบโคลงนี้ให้แฟนหนังสือทุกท่านด้วยนะคะ เพราะการที่มาจนถึงวันนี้ได้ เพราะโคลงกลอนบทนี้ค่ะ
แปลและแต่งเติมจาก
ซึเระซึเระงุซะ โดย โยะชิดะ เคงโค

ชื่อโคลงให้ชื่อว่า เพื่อนรักในแดนไกล

สุขใดจะเทียมเท่า
สุขจากการนั่งทอดอารมณ์
ใต้ดวงไฟดวงน้อยในห้อง
บนโต๊ะเขียนหนังสือ
พร้อมกับเพื่อนยาก
ที่กำลังนั่งรอคอย

เพื่อให้ข้าพเจ้าได้สัมผัส
อรรถรสแห่งความรู้
และผูกมิตรกับเพื่อนใหม่ในแดนไกล
ที่ข้าพเจ้าไม่เคยพานพบ

แปลและเรียบเรียงใหม่จาก
ภาษาญี่ปุ่น
โดย ศ .ดร. ปรียา อิงคาภิรมย์


November 2007
ศ.ดร.ปรียา อิงคาภิรมย์
นักเขียน นักแปล หนังสือการเรียนการสอน และวัฒนธรรมญี่ปุ่น มากมายหลายเล่ม อาจารย์ปรียา อิงคาภิรมย์ ผู้รอบรู้เรื่องราวของประเทศญี่ปุ่นอย่างถึงแก่น อ่านบทสัมภาษณ์>>
June 2006
Saito Hirofumi "..ผมเริ่มรู้ตัวแล้วว่าผมรักเมืองไทย ฉะนั้นผมจึงมาที่นี่อีกครั้ง ต่อไปนี้ผมคงจะไม่กลับญี่ปุ่นแล้ว จะอยู่เมืองไทยจนตาย.." อ่านบทสัมภาษณ์>>

June 2005
He is Okinawa Man Aizo Shinzato ศิลปินวัย 66 ปี จากเกาะ Okinawa ของญี่ปุ่นที่มาจัดแสดงงานศิลปะที่เชียงใหม่ อ่านบทสัมภาษณ์>>

January 2005
บทสัมภาษณ์ คุณจรรยา จากแอร์โอสเตส JAL มาสู่แวดวงการทำงานกับคนญี่ปุ่น หลากหลายแนวคิดเกี่ยวกับการทำงานกับ บริษัทญี่ปุ่น .." อ่านบทสัมภาษณ์>>

Nov.2004
บทสัมภาษณ์ อ.บัณฑิต นักคิด นักเขียน นักแปล ภาษาญี่ปุ่น จนต้องยกให้เป็น Sensei.. อ่านบทสัมภาษณ์>>


webmaster@japankiku.com © Japankiku 2004